วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

รักการอ่าน ปฐมบทแห่งชีวิต

จากพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในวันที่ 25 พ.ย. 2514 ความว่า “หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้าง ทำมา คิดมา แต่โบราณกาล จนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้าย ๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้” ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงมุ่งปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน เพื่อสร้างความรู้ความทรงจำและนิสัยรักการอ่าน ให้ติดตัวกระทั่งเติบใหญ่พญ.ศิริกุล อิหรานุรักษ์ สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สมองคนเราเติบโตมากที่สุดถึงร้อยละ 87 ในช่วงอายุ 0-6 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงทองที่จะส่งเสริมพัฒนาการของเด็กมากที่สุด การอ่านหนังสือให้เด็กฟังเป็นการพัฒนาทักษะชีวิต ขณะที่ผู้ใหญ่อ่านหนังสือภาพให้ฟัง เด็กจะฟังและไล่สายตามองดูภาพ พวกเขาไม่ได้ดูอย่างคนนอก แต่ดูอย่างคนในเล่ม เด็กจะจินตนาการตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของหนังสือ เป็นโลกเดียวกันกับตัวละครที่ชื่นชอบและพร้อมจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากตัวละครในโลกหนังสือ กลับออกมาใช้ในโลกแห่งชีวิตจริง “จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็ก ๆ จะใช้คำพูดและภาษาแบบเดียวกับในหนังสือ วาดภาพเลียนแบบหนังสือและหัดเขียนตัวอักษรในแบบเดียวกันกับที่เคยเห็น อีกทั้งยังเลียนแบบตัวละครที่ประทับใจ มีความรู้สึกและอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครในหนังสือ สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่เด็กกำลังฟังหรือฟังจบแล้ว หากมีผู้ใหญ่แนะนำส่งเสริมอย่างใกล้ชิดเสมอ เท่ากับเป็นการฝึกทักษะชีวิตให้แก่เด็ก ๆ”นายเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ผู้ใช้ชีวิตกว่า 30 ปีคลุกคลีกับการทำงานด้านพัฒนาเด็กมาตลอด กล่าวว่า เหตุและผลที่มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กส่งเสริมและสนับสนุนให้พ่อแม่เล่านิทานให้ลูกฟัง เพราะในวัยแรกเกิด-2 ขวบปีแรกของลูก เป็นช่วงที่ชีวิตสร้างพื้นฐานของการสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจต่อโลกภายนอก จึงถือเป็นช่วงสำคัญแห่งชีวิต การที่พ่อแม่ได้ดูแลลูกอย่างใกล้ชิดจะทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย ด้วยอ้อมกอด การสบตา การลูบหัว การสัมผัส พูดคุยและความใกล้ชิดด้วยการเล่น การเล่านิทานร่วมกันจะทำให้ลูกรู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง เกิดความมั่นใจว่า เมื่อมีอะไรมา กระทบจะมีพ่อแม่อยู่ใกล้ ๆกรรมการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก แนะนำว่าน้ำเสียงที่ลูกได้ยิน ภาพที่เห็น จะช่วยสร้างจินตนาการได้อย่างแนบเนียน ส่งผลให้เซลล์สมองของลูกทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น ความคิดจากหนังสือหรือนิทานจะสร้างโลกแห่งการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดจินตนาการอย่างกว้างไกลไม่สิ้นสุด ช่วงเวลาแห่งการเล่านิทานเป็นช่วงเวลาหรรษาที่ลูกตั้งตารอ เพราะเป็นช่วงสำคัญที่ลูกจะได้สัมผัสความรัก ความอบอุ่นของพ่อแม่ผ่านน้ำเสียงที่คุ้นชิน เพราะไม่มีพ่อแม่สักคนที่เล่านิทานหรืออ่านหนังสือให้ลูกฟังด้วยอารมณ์ที่โกรธเกรี้ยว ดุดัน มีแต่การสื่อสารด้วยความอ่อนโยน ด้วยความรัก.คุณประโยชน์จากการอ่านมูลนิธิหนังสือ ระบุเหตุผลที่ทำให้เด็กนิยมรักการอ่านว่า เพราะหนังสือเปรียบเสมือนของเล่นและเพื่อน มีตัวละคร มีสีสันสดใส มี เรื่องราวที่สนุกสนาน เป็นเหมือนครูที่สอนให้เด็กรู้จักสิ่งใหม่ ๆ มากมาย สามารถสร้างความอบอุ่นให้กับเด็กจากน้ำเสียงอ่อนโยนของพ่อแม่ที่อ่านให้ฟัง อีกทั้งยังทำให้เด็กเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพราะได้เลียนแบบทำท่าทางการอ่านเหมือนผู้ใหญ่ เสมือนอ่านได้เก่งจริง ๆนอกจากนี้ นิทานหรือหนังสือยังมีบทบาทช่วยส่งเสริมพัฒนา การเด็กด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านความรู้และสติปัญญา มีการเรียนรู้ครบ 3 มิติ คือ รู้ลึก รู้กว้าง และรู้ไกล ทำให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์ เลือกสิ่งที่ดี ปฏิเสธสิ่งที่ไม่ดี มีเหตุมีผล มีทัศนคติในการมองโลกที่ถูกต้อง, ด้านสุขภาพ ทำให้เด็กมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี เป็นคนอารมณ์ดี เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ช่วยสร้างสมาธิให้กับเด็ก, ด้านลักษณะชีวิต สร้างความมีวินัย เสียสละ อดทน ขยันหมั่นเพียร มีคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ บ่มเพาะความเป็นคนมีวิสัยทัศน์และรักการเรียนรู้, ด้านบุคลิกภาพ ก่อให้เกิดความเชื่อมั่น มีศรัทธาต่อชีวิต มีความเป็นตัวของตัวเอง รู้รักษาตน มีความสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน มีมารยาทดี มีความเป็นผู้นำ กล้าแสดงความ คิดเห็นอีกทั้งนิทานหรือหนังสือช่วย พัฒนาศักยภาพของเด็กด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลาย ๆ ด้าน เป็นตัวกระตุ้นหาความถนัดหรือความสามารถในตนเอง ที่สำคัญ ช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษา ดังนั้นการอ่านไม่ว่าจะอ่านจากหนังสือหรือสิ่งใด ๆ ล้วนแต่มีความสำคัญในการสร้างพฤติกรรมแห่งการ เรียนรู้ตลอดชีวิต

สารพันคุณค่าจากเนื้อปลา

เมื่อรับประทานปลาเป็นประจำจะทำให้ห่างไกลจากโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระดูกและฟันที่เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียมโรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย พักหลังๆ นักโภชนาการจึงแนะนำให้คนรับประทานปลากันมากๆ เพราะปลาเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และกรดไขมันพิเศษที่เรียกว่า โอเมก้า-3 ค่อนข้างสูง ถ้าเป็นปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานทั้งกระดูกก็จะได้แคลเซียมปริมาณสูงแถมไปด้วยแล้วเราจะทราบอย่างไรว่าควรรับประทานปลาปริมาณเท่าไรถึงจะพอเพียงจริงๆ แล้วปริมาณอาหารที่พอเพียงเป็นทฤษฎีที่มีแต่นักโภชนาการเท่านั้นที่ทราบดี ว่าอาหารใดมีประโยชน์มากน้อยต่างกันอย่างไร การที่จะทราบปริมาณของสารอาหารได้ต้องผ่านการวิเคราะห์ทางเคมี แล้วยังต้องนำไปเทียบกับปริมาณที่รับประทานจริงในแต่ละครั้งอีกต่างหาก คนทั่วไปอย่างเราๆ ต้องอาศัยการกะปริมาณเอา อย่างง่ายๆ ในการรับประทานปลา คุณมักจะได้ยินการพูดถึงปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค อยู่เสมอๆ แล้วมันเท่าไรกันละนี่ ก็ลองกะคร่าวๆ ได้เท่าๆ กับ 1/3 ถ้วยตวง ประมาณนั้น เหตุที่ใช้เป็นถ้วยตวง คงทำให้ง่ายขึ้น เพราะเป็นเครื่องครัวพื้นฐานที่มีเกือบทุกครัวเรือน และตำรับอาหารต่างๆ ก็กำหนดกันเป็นถ้วยตวงอยู่แล้วในแต่ละวันคนเราในวัยทำงานจะต้องการโปรตีนวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น ถ้ามีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนวันละ 50 กรัม เป็นต้น ปริมาณโปรตีนในเนื้อปลาสุกมีค่าอยู่ระหว่าง 16-30 กรัมต่อ 100 กรัม (หรือ 9 -17 กรัมต่อ 1/3 ถ้วยตวง) ดังนั้นคนที่หนัก 50 กิโลกรัม แล้วต้องการโปรตีนจากปลาเพียงอย่างเดียวก็คงต้องรับประทานจำนวนเพิ่มขึ้น เกือบ 2 เท่าตัว ปกติปลามีส่วนที่รับประทานได้ประมาณร้อยละ 55-80 ในบรรดาปลาชนิดต่างๆ แนะนำว่าปลาสลิดตากแห้ง มีโปรตีนมากกว่าชนิดอื่น เมื่อเทียบกับแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ปลาดิบ ปลาต้ม และปลานึ่งทุกชนิดมีไขมันและพลังงานต่ำ ซึ่งปลาย่างและปลาทอดจะมีไขมันและพลังงานสูงกว่าอีกหน่อยเมื่อคุณคิดจะรับประทานปลาให้มากขึ้นแล้วลองมาดูกันว่ามีปลาชนิดไหนน่า เลือกรับประทานบ้าง โดยแบ่งประเภทปลาสดได้จากปริมาณไขมันในปลา คือ* ปลาที่มีไขมันต่ำมาก (น้อยกว่า หรือเท่ากับ 2 กรัมต่อ 100 กรัม) ได้แก่ ปลาไหล ปลากราย ปลานิล ประกะพงแดง และปลาเก๋า* ปลาที่มีไขมันต่ำ (มากกว่า 2-4 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาทูนึ่ง ปลากะพงขาว ปลาจะละเม็ดดำ และปลาอินทรี* ปลาที่มีไขมันปานกลาง (มากกว่า 4-5 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาสลิด ปลาตะเพียน และปลาจะละเม็ดขาว* ปลาที่มีไขมันสูง (มากกว่า 8-20 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาช่อน ปลาสวาย ปลาดุก และปลาสำลีคงจะพอเลือกกันได้แล้วว่าปลาชนิดไหนเข้าตากรรมการบ้าง ไม่ว่าคุณจะเลือกรับประทานชนิดไหน คุณก็ยังจะได้สารอาหารที่มีคุณค่าอื่นๆ อีกมากมาย เพราะนอกจากจะมีโปรตีน และไขมันต่ำแล้วยังมีกรดไขมันอิ่มตัว และโคเลสเตอรอลไม่สูงมากนัก อาหารบางชนิดอุดมด้วยสารสองชนิดนี้ จึงก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดอุดตันโดยเฉพาะหัวใจได้ แต่ในปลามีกรดไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลน้อยกว่า 25 % ของปริมาณที่สำนักงานอาหารและยาแนะนำให้บริโภคต่อวัน (น้อยกว่า 20 กรัม, Thai Recommended Daily Intake, Thai RDI) จึงน่าจะปลอดภัยใช้ได้ที่จะเลือกเป็นอาหารจานหลักประจำบ้านในขณะเดียวกันในเนื้อปลาก็ยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่สำคัญอีกหลายชนิด ด้วยกัน ทั้งโอเมก้า 3 เช่น กรดไอโคซาเพนตะอีโนอิก (EPA) และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (DHA) มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด จะพบได้มากในปลาทะเล และปลาน้ำจืดที่นิยมเลี้ยงเพื่อจำหน่าย เช่น ปลาจะละเม็ดดำ ปลาจาระเม็ดขาว ปลากะพงขาว ปลาสวาย ปลาสลิด ปลาดุก และปลาช่อน เมื่อนำมาต้มหรือนึ่งจะให้กรดไขมันโอเมก้า 3 สูง คือ รับประทาน1/3 ถ้วยตวง (หนึ่งหน่วยบริโภค) จะให้กรดไขมันโอเมก้า-3 ร้อยละ 54-120 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคในประเทศสหรัฐอเมริกา (600 มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อได้รับพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่) โดยเฉพาะปลาทอดด้วยน้ำมันพืช หรือปลาย่างจะมีกรดไขมันโอเมก้า-3 อยู่ ในระดับสูงมาก (คิดเป็นร้อยละ 67-287 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน)เมื่อรับประทานปลาเป็นประจำแล้วจะยังทำให้ห่างไกลจากโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระดูกและฟันที่เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กค่อนข้างสูงที่มีส่วนเสริมสร้างเลือด และที่สำคัญในปลากลับมีโซเดียม โปตัสเซียม และคลอไรด์ ที่มีผลก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงมีอยู่ในปลาปริมาณต่ำ ยกเว้นปลาบางชนิด เช่น ปลาสลิด ปลาทูนึ่ง หรือปลาที่ผ่านการหมักเกลือ หรือน้ำปลา เป็นต้น และถ้าเป็นปลาทะเล ก็ยังมีธาตุไอโอดีนแถมให้ไปช่วยป้องกันโรคคอพอก และบำรุงสมองในปริมาณที่พอเพียงกับความต้องการของร่างกายอีกด้วยจากเรื่องราวของสารอาหารในเนื้อปลาชนิดต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ ปลา ได้รับยกย่องว่า เป็นแหล่งรวมของสารอาหารชั้นดีอันทรงคุณค่าชนิดหนึ่งเลยทีเดียว จากนี้ไปคงถึงเวลาแล้วที่คุณจะลดเนื้อสัตว์ใหญ่ชนิดอื่นๆ ลงหันมารับประทานปลา ผักสด ผลไม่ให้มากขึ้นกันดีกว่า สิ่งที่จะได้กลับมาเห็นจะเป็น ความเสี่ยงต่อโรคภัยลดลง สุขภาพสดใสแข็งแรง กระฉับกระเฉงขึ้นแน่นอน แต่อย่าลืมนะครับว่า รับประทานปลาที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น จะปลอดภัยจากพยาธิต่างๆ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่ารับประทานอย่างชาญฉลาดเรื่อง ครรชิต จุดประสงค์สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

สารอาหารที่หัวใจเรียกร้อง

บล็อกโคลี่เป็นที่รู้กันว่าอุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ แคลเซี่ยม วิตามินอี วิตามินบี2 และมีวิตามินซีสูงมาก (ในปริมาณที่เท่ากันบล็อกโคลี่ มีวิตามินซีสูงกว่าส้มอีกนะ) ที่สำคัญมีธาตุเหล็กและสาร sulphoraphane ช่วยป้องกันโรคหัวใจ และปกป้องหัวใจจากความดันโลหิตสูง แถมท้ายด้วยแคโรทีนอยส์ และ indoles ช่วยลดการก่อตัวของเซลล์มะเร็งแบล็คเบอร์รี่ & แบล็คเคอร์เรนท์แบล็คเบอร์รี่ อุดมไปด้วยวิตามินอี ที่ช่วยปกป้องหลอดเลือดแดงจากสารอนุมูลอิสระ และยังมีไฟเบอร์ในรูปแบบที่ช่วยลดการสะสมของคลอเรสเตอรอลในเนื้อเยื่อ ส่วนแบล็คเคอร์เรนท์นั้น เป็นหนึ่งในอาหารที่มีวิตามินซีมากที่สุด และเจ้าวิตามินซีนี้เองที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจมะเขือเทศสีแดงนอกจากจะทานแล้วผิวสวย ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นที่ชื่อไลโคปีน ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ มีวิตามินซี วิตามินอี ฟลาโวนอยส์ และโพแทสเซี่ยมที่ช่วยปรับสมดุลกระแสเลือดฟักทองมีสารเบต้าแคโรทีนล้นเหลือ และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเมื่อเข้าสู่ร่างกาย สารเบต้าแคโรทีนช่วยปกป้องการทำลายเนื้อเยื่อจากสารอนุมูลอิสระซึ่งอาจเป็น สาเหตุหนึ่งของโรคหัวใจ มะเร็ง และการแก่ก่อนวัย!ทับทิมงานวิจัยของฝรั่งเขาว่าดื่มน้ำทับทิมวันละแก้วช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรค หัวใจ ลดความดันเลือด และเพิ่มสารต้านอนุมูลอิระในเลือดด้วยนอกจากนี้ยังมีอาหารที่ดีต่อหัวใจอีกมากมาย เช่น กระเทียม มะเขือม่วง ถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นพืชผักธรรมดาที่หาได้ทั่วไปตามซูเปอร์มาร์เก็ตและตลาดสด

ประโยชน์ของพริกป่น

1. ในพริกป่นมีทั้งรสและกลิ่นเผ็ดร้อนที่ช่วยให้เกิดอาการตื่นตัว ซึ่งส่วนประกอบในพริกที่ทำเรารู้สึกอย่างนั้นก็คือ capsaicin2. มีการศึกษาพบว่า capsaicin ในพริกมีความสามารถในการกำจัดเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ดีภายในร่างกาย ซึ่งอีกไม่นานจะมีการแนะนำให้ใช้ capsaicin ในการรักษามะเร็ง นับเป็นการบำบัดแบบใหม่ที่มีทิศทางที่ดีในอนาคต3. พริกป่นมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ของกล้ามเนื้อหลังได้ดี คุณสามารถบำบัดอาการปวดเมื่อย ได้ที่บ้านด้วยการใช้พริกป่นใส่ลงในอาหารที่รับประทาน4. พริกป่นช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติหลังจากมื้ออาหารที่คุณตัดลด คาร์โบไฮเดรตลงไป เพราะฉะนั้นจึงมีการศึกษาเพื่อจะใช้พริกป่นมาช่วยในการบำบัดรักษาโรคอ้วน อยู่ในขณะนี้5. ส่วนผสมอันดับหนึ่งที่ช่วยในการทำความสะอาด หรือดีท็อกซ์ร่างกายก็คือพริกป่น เพราะในพริกป่นมีสารที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการทำความสะอาดร่างกายด้วยตัวเอง ทั้งยังช่วยยับยั้งเมือกที่จับอยู่ภายในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ด้วย

สอนอย่างไรให้รู้ค่าราคาเงิน

ในยุคเศรษฐกิจแบบทุนนิยมซึ่งเป็นยุคที่ไม่สามารถเดินเข้าไปในสวนหลังบ้าน ปลิดมะละกอสักผล กล้วยสักเครือมารับประทานให้อิ่มท้องได้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญจึงกลายเป็นเรื่องของเงินตรา เพราะเงินตราได้กลายเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน สื่อกลางในการจับจ่ายใช้สอย ซื้อหาสินค้าต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของชีวิต ดังจะเห็นได้จากพ่อแม่ในปัจจุบันนิยมสอนให้ลูกรู้ค่าของเงินมาเป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียวอย่างไรก็ดี แนวทางในการสอนให้ลูกรู้จักค่าของเงินอาจมีมากกว่า 1 แนวทาง ซึ่งวันนี้มีโอกาสได้พบบทความดี ๆ เกี่ยวกับการสอนเด็กใช้เงิน จึงนำมาเรียบเรียงเล่าสู่กันฟังค่ะ1. เริ่มแรกเลยอาจให้ลูกของคุณได้ทำความคุ้นเคยกับเงินชนิดต่าง ๆ ก่อน เช่น เหรียญ ธนบัตร เมื่อเขาโตมากพอที่จะรู้จักตัวเลข นับหนึ่งถึงสิบกันแล้ว ก็อาจเริ่มสอนให้หัดนับมูลค่า บวก ลบ หรืออาจให้เขาได้มีโอกาสถือเงินจำนวนน้อย ๆ บ้าง2. สิ่งที่ลูกจะเรียนรู้เกี่ยวกับค่าของเงินในวัยเด็กนั้นมาจากสองทาง คือ เด็กจะมีพ่อแม่เป็นต้นแบบให้เขาได้สังเกตวิธีการใช้เงิน กับอีกทางหนึ่งคือเด็กจะเลียนแบบการพฤติกรรมการใช้เงินของพ่อแม่มาเลย ดังนั้น หากต้องการให้ลูกใช้เงินเป็น พ่อแม่ต้องใช้โอกาสที่ลูกกำลังสังเกตและซึมซับวิธีการใช้เงินของคุณสอนลูกไปในตัวว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถเก็บเงินได้ ต้องทำอย่างไรเงินก้อนนี้จึงจะงอกเงย และจะมีวิธีการใช้จ่ายเงินอย่างไรให้เหมาะสมและชาญฉลาด3. การสอนให้ลูกได้เข้าใจความแตกต่างของ "สิ่งจำเป็น, ความต้องการ, และสิ่งที่คาดหวัง" จะช่วยให้เด็ก ๆ มีการตัดสินใจก่อนการใช้จ่ายได้ดีขึ้น และรู้จักเก็บออมมากขึ้น4. ควรตั้งเป้าหมาย หรือกฎเกณฑ์ในการซื้อของให้เด็ก ๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นทำให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ เช่น การบอกกับลูกว่า วันนี้คุณซื้อตุ๊กตาให้เขาแล้ว คุณจะไม่ซื้อของเล่นชิ้นอื่น ๆ ให้เขาอีกใน 2 - 3 เดือนข้างหน้า หรือการตั้งเป้าหมายที่เกี่ยวกับคะแนนสอบของเด็ก วิธีนี้ก็มีผู้ปกครองหลายท่านนิยมใช้เช่นกัน5. สอนให้ลูกเข้าใจถึงคุณค่าการออม โดยพ่อแม่อาจตั้งคำถาม หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับเงินฝากของเด็ก ๆ เช่น ถ้าเดือนนี้มีเงินเก็บ xxx บาท พ่อกับแม่จะให้ดอกเบี้ยเพิ่มอีก xxx บาท เด็กจะเข้าใจว่า ดอกเบี้ยเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้เงินเก็บของพวกเขาเพิ่มพูนขึ้นได้6. พาลูกไปเปิดบัญชีธนาคาร และไปฝากเงินกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การออมเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรของเด็ก7. หากทราบว่าลูก ๆ มีความต้องการจะถอนเงินซื้อสิ่งที่เขาอยากได้อย่างแท้จริงจากเงินส่วนที่เป็นเงินออมของพวกเขา พ่อแม่ก็ควรอนุญาตให้เขาได้ทำตามสิ่งที่ใจปรารถนาบ้างตามโอกาสที่เหมาะสม8. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย (ถ้ายังไม่เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร) หรือหากมีบัญชีเงินฝากธนาคาร ก็ควรพาเขาไปอัปเดตบุ๊กแบงค์อย่างสม่ำเสมอ หรือมีการตรวจเช็คความเป็นไปของเรคคอร์ดต่าง ๆ9. การพาลูกไปซื้อของที่ร้านขายของชำเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เพราะร้านขายของชำจะเปรียบเสมือนห้องเรียนห้องใหญ่ให้พ่อแม่ได้ปลูกฝังแนวคิดต่าง ๆ เช่น อาจมอบหมายให้ลูกเลือกซื้อวัตถุดิบอาหารมื้อเย็นในราคาประหยัด หรือการสอนให้ลูกรู้จักเทคนิค เล่ห์เหลี่ยมของโฆษณา ตลอดจนสอนให้ลูกรู้จักพิจารณาสินค้าจากรูปลักษณ์ และฉลากก่อนเลือกซื้อได้อีกด้วย10. ควรสอนให้ลูกเข้าใจถึงอันตรายจากการเป็น "หนี้" เพราะในปัจจุบัน หากวัคซีนพื้นฐานด้านการใช้เงินไม่แข็งแรงแล้ว โอกาสเป็นหนี้มีสูงมาก การสอนให้เด็ก ๆ เข้าใจถึงหนี้อาจทำได้เช่น หากลูกต้องการใช้จ่ายเงินเก็บของเขามากเกินตัว และมาขอยืมพ่อแม่ คุณอาจต้องแข็งใจคิดดอกเบี้ยเขา เพื่อให้เขารู้ว่า ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ และเมื่อได้มาแล้วก็ต้องหาทางใช้คืนให้ได้ด้วยสุดท้าย เมื่อมีการวางแผนการใช้จ่ายเงินของครอบครัว ให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะจะทำให้เด็กได้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้รอบด้านมากขึ้น และทำให้เขานำประสบการณ์ตรงนี้ไปใช้ได้อย่างชาญฉลาดในอนาคต

การล้างมือด้วยสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรีย ให้ผลแตกต่างจากการใช้สบู่ธรรมดาหรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์บอกว่า การล้างมือบ่อยๆ ครั้งละ 20-30วินาทีหลังจากจาม ไอหรือทำธุระในห้องน้ำ คือวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ทั้งกับตัวคุณเองและคนรอบข้าง อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่า การล้างมือด้วยสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียนั้น ให้ผลไม่แตกต่างจากการใช้สบู่ธรรมดาเพื่อฆ่าเชื้อโรคแต่อย่างใด และแพทย์บางคนยังกังวลว่าการใช้สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียอย่างแพร่หลาย อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงบางประการได้อีกด้วย รายงานสำรวจบางชิ้นระบุว่า ปัจจุบัน สบู่ที่วางขายตามร้านค้าทั่วไปนั้น 70% มีส่วนผสมของยาต้านเชื้อแบคทีเรีย เช่นสารไตรโครซาน ประกอบอยู่นะครับ อาจารย์ Allison Aiello ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาแห่ง University of Michigan School of Public Health ได้ตรวจสอบรายงานเกี่ยวกับสบู่ที่มีส่วนผสมของสารไตรโครซานมากกว่า 20 ชิ้น และจัดทำเป็นรายงานซึ่งตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Clinical Infectious Diseases ในรายงานดังกล่าว อาจารย์ Aiello ระบุว่า สารไตรโครซานสามารถเจาะทะลวงผนังเซลล์ของแบคทีเรีย และฆ่าแบคทีเรียตัวนั้นได้ อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า แม้สบู่ผสมสารไตรโครซานจะกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้จริง แต่ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคดีไปกว่าสบู่ธรรมดาแต่อย่างใด เพราะสบู่ธรรมดาก็สามารถกำจัดเชื้อโรคและเชื้อไวรัสต่างๆ รวมถึงไวรัสหวัดหมูที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ได้เช่นกันอาจารย์ Aiello บอกว่าสบู่ธรรมดา มีส่วนผสมของสารลดความตึงผิว ที่จะช่วยชะล้างเชื้อแบคทีเรียออกไปในขณะที่เราล้างมือ ผลที่ได้จึงไม่แตกต่างกับการล้างมือด้วยสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียเท่าใดนัก ถึงกระนั้นก็ดี เนื่องจากรายงานชิ้นนี้สำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง ที่สุขภาพค่อนข้างดี ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้จึงแนะนำให้มีงานวิจัยเพิ่มเติมว่า สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียจะมีประโยชน์มากกว่าสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันโรคบกพร่องหรือไม่อย่างไรก็ตาม อาจารย์จาก University of Michigan School of Public Health ผู้นี้ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงตามมาได้เช่นกัน เพราะอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียนั้นดื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อโรคได้ อาจารย์ Aiello ระบุว่าจากการทดสอบในห้องทดลอง มีหลักฐานชัดเจนว่าเชื้อแบคทีเรียที่รับสารไตรโครซานเข้าไป จะมีความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะมากขึ้น ซึ่งนักวิจัยควรพยายามศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสบู่ต่างพากันคัดค้านผลการวิจัยดังกล่าวอย่างแข็งขันคุณ Brian Sansoni จากสมาคมผู้ผลิตสบู่และผงซักฟอกกล่าวว่า สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียนั้นผ่านการพิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์จริง ทุกวันนี้ผู้คนหลายล้านคนต่างใช้สบู่ดังกล่าวอย่างปลอดภัย และได้ผล ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรใช้สินค้าชนิดนี้ต่อไปด้วยความมั่นใจ ถึงแม้ว่าจนถึงขณะนี้ สำนักงานอาหารและยาสหรัฐจะยังไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุมระดับสารต้านเชื้อแบคทีเรียในสบู่ ตลอดจนกฎเกณฑ์ด้านการตลาดและฉลากยาที่ชัดเจนก็ตาม แม้จะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ในเรื่องประโยชน์ของสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรีย แต่ทั้งแพทย์และอุตสาหกรรมสบู่ต่างเห็นตรงกันว่า ปัจจุบันชาวอเมริกันยังล้างมือไม่บ่อยพอ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ชนิดไหน โดยรายงานล่าสุดระบุว่าผู้ชายอเมริกัน 1 ใน 3 คน ไม่ได้ล้างมือหลังจากทำธุระในห้องน้ำเสร็จแล้ว ในขณะที่ผู้หญิงอเมริกันราว 1 ใน 10 คนเดินออกจากห้องน้ำโดยไม่ได้ล้างมือเสียก่อน ซึ่งนั่นล่ะครับที่แพทย์ระบุว่าเป็นความเสี่ยงต่อการเปิดรับเชื้อโรคอย่างแท้จริง โดยไม่เกี่ยวกับประเภทของสบู่เลย

6 อาหารสมอง

“สมอง” นับว่าเป็๋นอวัยวะที่สำคัญมาก เป็นอวัยวะที่บัญชาการควบคุมให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ แม้ว่าสมองจะถูกใช้งานยาวนานเพียงใด ก็ยังสามารถทำงานได้ดี หากเราดูแลและบริหารสมองให้ดีอยู่เสมอ ซึ่งอาหารหารกินก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยบำรุงสมองให้ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพอาหารบำรุงสมองที่สำคัญ1. ไทโรซีน (Thyrosine) มีมากในปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาทะเลนย้ำลึก สารไทโณซีนช่วยให้สมองตื่านตัว และมีสมาธิ2. นม และผลิตภัณฑ์จากนม ช่วยทำให้เกิดความสมดุลของสารเคมีในสมอง สร้างความกระฉับกระเฉงให้แก่สมอง3. ข้าวไม่ขัดสี ในข้าวไม่ขัดสีมีกรดอมิโนที่ไม่จำเป็นอยู่ในปริมาณมาก ซึ่งกรดอะมิโนเหล่านี้จะเป็นตัวที่ส่งสารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงสมอง4. ผักโขม ช่วยชะลอความเสื่อมของสมองส่วนกลาง เนื่องจากวัยที่สูงขึ้น สมองก็จะเสื่อมลงด้วย5. ขมิ้น สีเหลืองของขมิ้นช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ป้องกันความจำเสื่อม6. สตรอเบอร์รี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสมองมาเริ่มบำรุงสมองให้ดีอยู่กับเราตลอดไป โดยกินอาหารที่ช่วยบำรุงสมองอยู่พอเพียง และหมั่นใช้สมองอย่างต่อเนื่องพร้อมทำสมธิและพักผ่อนอย่างเพียงพอ