วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สารอาหารที่หัวใจเรียกร้อง

บล็อกโคลี่เป็นที่รู้กันว่าอุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ แคลเซี่ยม วิตามินอี วิตามินบี2 และมีวิตามินซีสูงมาก (ในปริมาณที่เท่ากันบล็อกโคลี่ มีวิตามินซีสูงกว่าส้มอีกนะ) ที่สำคัญมีธาตุเหล็กและสาร sulphoraphane ช่วยป้องกันโรคหัวใจ และปกป้องหัวใจจากความดันโลหิตสูง แถมท้ายด้วยแคโรทีนอยส์ และ indoles ช่วยลดการก่อตัวของเซลล์มะเร็งแบล็คเบอร์รี่ & แบล็คเคอร์เรนท์แบล็คเบอร์รี่ อุดมไปด้วยวิตามินอี ที่ช่วยปกป้องหลอดเลือดแดงจากสารอนุมูลอิสระ และยังมีไฟเบอร์ในรูปแบบที่ช่วยลดการสะสมของคลอเรสเตอรอลในเนื้อเยื่อ ส่วนแบล็คเคอร์เรนท์นั้น เป็นหนึ่งในอาหารที่มีวิตามินซีมากที่สุด และเจ้าวิตามินซีนี้เองที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจมะเขือเทศสีแดงนอกจากจะทานแล้วผิวสวย ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นที่ชื่อไลโคปีน ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ มีวิตามินซี วิตามินอี ฟลาโวนอยส์ และโพแทสเซี่ยมที่ช่วยปรับสมดุลกระแสเลือดฟักทองมีสารเบต้าแคโรทีนล้นเหลือ และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเมื่อเข้าสู่ร่างกาย สารเบต้าแคโรทีนช่วยปกป้องการทำลายเนื้อเยื่อจากสารอนุมูลอิสระซึ่งอาจเป็น สาเหตุหนึ่งของโรคหัวใจ มะเร็ง และการแก่ก่อนวัย!ทับทิมงานวิจัยของฝรั่งเขาว่าดื่มน้ำทับทิมวันละแก้วช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรค หัวใจ ลดความดันเลือด และเพิ่มสารต้านอนุมูลอิระในเลือดด้วยนอกจากนี้ยังมีอาหารที่ดีต่อหัวใจอีกมากมาย เช่น กระเทียม มะเขือม่วง ถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นพืชผักธรรมดาที่หาได้ทั่วไปตามซูเปอร์มาร์เก็ตและตลาดสด

ประโยชน์ของพริกป่น

1. ในพริกป่นมีทั้งรสและกลิ่นเผ็ดร้อนที่ช่วยให้เกิดอาการตื่นตัว ซึ่งส่วนประกอบในพริกที่ทำเรารู้สึกอย่างนั้นก็คือ capsaicin2. มีการศึกษาพบว่า capsaicin ในพริกมีความสามารถในการกำจัดเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ดีภายในร่างกาย ซึ่งอีกไม่นานจะมีการแนะนำให้ใช้ capsaicin ในการรักษามะเร็ง นับเป็นการบำบัดแบบใหม่ที่มีทิศทางที่ดีในอนาคต3. พริกป่นมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ของกล้ามเนื้อหลังได้ดี คุณสามารถบำบัดอาการปวดเมื่อย ได้ที่บ้านด้วยการใช้พริกป่นใส่ลงในอาหารที่รับประทาน4. พริกป่นช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติหลังจากมื้ออาหารที่คุณตัดลด คาร์โบไฮเดรตลงไป เพราะฉะนั้นจึงมีการศึกษาเพื่อจะใช้พริกป่นมาช่วยในการบำบัดรักษาโรคอ้วน อยู่ในขณะนี้5. ส่วนผสมอันดับหนึ่งที่ช่วยในการทำความสะอาด หรือดีท็อกซ์ร่างกายก็คือพริกป่น เพราะในพริกป่นมีสารที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการทำความสะอาดร่างกายด้วยตัวเอง ทั้งยังช่วยยับยั้งเมือกที่จับอยู่ภายในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ด้วย

สอนอย่างไรให้รู้ค่าราคาเงิน

ในยุคเศรษฐกิจแบบทุนนิยมซึ่งเป็นยุคที่ไม่สามารถเดินเข้าไปในสวนหลังบ้าน ปลิดมะละกอสักผล กล้วยสักเครือมารับประทานให้อิ่มท้องได้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญจึงกลายเป็นเรื่องของเงินตรา เพราะเงินตราได้กลายเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน สื่อกลางในการจับจ่ายใช้สอย ซื้อหาสินค้าต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของชีวิต ดังจะเห็นได้จากพ่อแม่ในปัจจุบันนิยมสอนให้ลูกรู้ค่าของเงินมาเป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียวอย่างไรก็ดี แนวทางในการสอนให้ลูกรู้จักค่าของเงินอาจมีมากกว่า 1 แนวทาง ซึ่งวันนี้มีโอกาสได้พบบทความดี ๆ เกี่ยวกับการสอนเด็กใช้เงิน จึงนำมาเรียบเรียงเล่าสู่กันฟังค่ะ1. เริ่มแรกเลยอาจให้ลูกของคุณได้ทำความคุ้นเคยกับเงินชนิดต่าง ๆ ก่อน เช่น เหรียญ ธนบัตร เมื่อเขาโตมากพอที่จะรู้จักตัวเลข นับหนึ่งถึงสิบกันแล้ว ก็อาจเริ่มสอนให้หัดนับมูลค่า บวก ลบ หรืออาจให้เขาได้มีโอกาสถือเงินจำนวนน้อย ๆ บ้าง2. สิ่งที่ลูกจะเรียนรู้เกี่ยวกับค่าของเงินในวัยเด็กนั้นมาจากสองทาง คือ เด็กจะมีพ่อแม่เป็นต้นแบบให้เขาได้สังเกตวิธีการใช้เงิน กับอีกทางหนึ่งคือเด็กจะเลียนแบบการพฤติกรรมการใช้เงินของพ่อแม่มาเลย ดังนั้น หากต้องการให้ลูกใช้เงินเป็น พ่อแม่ต้องใช้โอกาสที่ลูกกำลังสังเกตและซึมซับวิธีการใช้เงินของคุณสอนลูกไปในตัวว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถเก็บเงินได้ ต้องทำอย่างไรเงินก้อนนี้จึงจะงอกเงย และจะมีวิธีการใช้จ่ายเงินอย่างไรให้เหมาะสมและชาญฉลาด3. การสอนให้ลูกได้เข้าใจความแตกต่างของ "สิ่งจำเป็น, ความต้องการ, และสิ่งที่คาดหวัง" จะช่วยให้เด็ก ๆ มีการตัดสินใจก่อนการใช้จ่ายได้ดีขึ้น และรู้จักเก็บออมมากขึ้น4. ควรตั้งเป้าหมาย หรือกฎเกณฑ์ในการซื้อของให้เด็ก ๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นทำให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ เช่น การบอกกับลูกว่า วันนี้คุณซื้อตุ๊กตาให้เขาแล้ว คุณจะไม่ซื้อของเล่นชิ้นอื่น ๆ ให้เขาอีกใน 2 - 3 เดือนข้างหน้า หรือการตั้งเป้าหมายที่เกี่ยวกับคะแนนสอบของเด็ก วิธีนี้ก็มีผู้ปกครองหลายท่านนิยมใช้เช่นกัน5. สอนให้ลูกเข้าใจถึงคุณค่าการออม โดยพ่อแม่อาจตั้งคำถาม หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับเงินฝากของเด็ก ๆ เช่น ถ้าเดือนนี้มีเงินเก็บ xxx บาท พ่อกับแม่จะให้ดอกเบี้ยเพิ่มอีก xxx บาท เด็กจะเข้าใจว่า ดอกเบี้ยเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้เงินเก็บของพวกเขาเพิ่มพูนขึ้นได้6. พาลูกไปเปิดบัญชีธนาคาร และไปฝากเงินกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การออมเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรของเด็ก7. หากทราบว่าลูก ๆ มีความต้องการจะถอนเงินซื้อสิ่งที่เขาอยากได้อย่างแท้จริงจากเงินส่วนที่เป็นเงินออมของพวกเขา พ่อแม่ก็ควรอนุญาตให้เขาได้ทำตามสิ่งที่ใจปรารถนาบ้างตามโอกาสที่เหมาะสม8. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย (ถ้ายังไม่เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร) หรือหากมีบัญชีเงินฝากธนาคาร ก็ควรพาเขาไปอัปเดตบุ๊กแบงค์อย่างสม่ำเสมอ หรือมีการตรวจเช็คความเป็นไปของเรคคอร์ดต่าง ๆ9. การพาลูกไปซื้อของที่ร้านขายของชำเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เพราะร้านขายของชำจะเปรียบเสมือนห้องเรียนห้องใหญ่ให้พ่อแม่ได้ปลูกฝังแนวคิดต่าง ๆ เช่น อาจมอบหมายให้ลูกเลือกซื้อวัตถุดิบอาหารมื้อเย็นในราคาประหยัด หรือการสอนให้ลูกรู้จักเทคนิค เล่ห์เหลี่ยมของโฆษณา ตลอดจนสอนให้ลูกรู้จักพิจารณาสินค้าจากรูปลักษณ์ และฉลากก่อนเลือกซื้อได้อีกด้วย10. ควรสอนให้ลูกเข้าใจถึงอันตรายจากการเป็น "หนี้" เพราะในปัจจุบัน หากวัคซีนพื้นฐานด้านการใช้เงินไม่แข็งแรงแล้ว โอกาสเป็นหนี้มีสูงมาก การสอนให้เด็ก ๆ เข้าใจถึงหนี้อาจทำได้เช่น หากลูกต้องการใช้จ่ายเงินเก็บของเขามากเกินตัว และมาขอยืมพ่อแม่ คุณอาจต้องแข็งใจคิดดอกเบี้ยเขา เพื่อให้เขารู้ว่า ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ และเมื่อได้มาแล้วก็ต้องหาทางใช้คืนให้ได้ด้วยสุดท้าย เมื่อมีการวางแผนการใช้จ่ายเงินของครอบครัว ให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะจะทำให้เด็กได้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้รอบด้านมากขึ้น และทำให้เขานำประสบการณ์ตรงนี้ไปใช้ได้อย่างชาญฉลาดในอนาคต

การล้างมือด้วยสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรีย ให้ผลแตกต่างจากการใช้สบู่ธรรมดาหรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์บอกว่า การล้างมือบ่อยๆ ครั้งละ 20-30วินาทีหลังจากจาม ไอหรือทำธุระในห้องน้ำ คือวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ทั้งกับตัวคุณเองและคนรอบข้าง อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่า การล้างมือด้วยสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียนั้น ให้ผลไม่แตกต่างจากการใช้สบู่ธรรมดาเพื่อฆ่าเชื้อโรคแต่อย่างใด และแพทย์บางคนยังกังวลว่าการใช้สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียอย่างแพร่หลาย อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงบางประการได้อีกด้วย รายงานสำรวจบางชิ้นระบุว่า ปัจจุบัน สบู่ที่วางขายตามร้านค้าทั่วไปนั้น 70% มีส่วนผสมของยาต้านเชื้อแบคทีเรีย เช่นสารไตรโครซาน ประกอบอยู่นะครับ อาจารย์ Allison Aiello ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาแห่ง University of Michigan School of Public Health ได้ตรวจสอบรายงานเกี่ยวกับสบู่ที่มีส่วนผสมของสารไตรโครซานมากกว่า 20 ชิ้น และจัดทำเป็นรายงานซึ่งตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Clinical Infectious Diseases ในรายงานดังกล่าว อาจารย์ Aiello ระบุว่า สารไตรโครซานสามารถเจาะทะลวงผนังเซลล์ของแบคทีเรีย และฆ่าแบคทีเรียตัวนั้นได้ อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า แม้สบู่ผสมสารไตรโครซานจะกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้จริง แต่ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคดีไปกว่าสบู่ธรรมดาแต่อย่างใด เพราะสบู่ธรรมดาก็สามารถกำจัดเชื้อโรคและเชื้อไวรัสต่างๆ รวมถึงไวรัสหวัดหมูที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ได้เช่นกันอาจารย์ Aiello บอกว่าสบู่ธรรมดา มีส่วนผสมของสารลดความตึงผิว ที่จะช่วยชะล้างเชื้อแบคทีเรียออกไปในขณะที่เราล้างมือ ผลที่ได้จึงไม่แตกต่างกับการล้างมือด้วยสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียเท่าใดนัก ถึงกระนั้นก็ดี เนื่องจากรายงานชิ้นนี้สำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง ที่สุขภาพค่อนข้างดี ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้จึงแนะนำให้มีงานวิจัยเพิ่มเติมว่า สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียจะมีประโยชน์มากกว่าสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันโรคบกพร่องหรือไม่อย่างไรก็ตาม อาจารย์จาก University of Michigan School of Public Health ผู้นี้ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงตามมาได้เช่นกัน เพราะอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียนั้นดื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อโรคได้ อาจารย์ Aiello ระบุว่าจากการทดสอบในห้องทดลอง มีหลักฐานชัดเจนว่าเชื้อแบคทีเรียที่รับสารไตรโครซานเข้าไป จะมีความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะมากขึ้น ซึ่งนักวิจัยควรพยายามศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสบู่ต่างพากันคัดค้านผลการวิจัยดังกล่าวอย่างแข็งขันคุณ Brian Sansoni จากสมาคมผู้ผลิตสบู่และผงซักฟอกกล่าวว่า สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียนั้นผ่านการพิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์จริง ทุกวันนี้ผู้คนหลายล้านคนต่างใช้สบู่ดังกล่าวอย่างปลอดภัย และได้ผล ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรใช้สินค้าชนิดนี้ต่อไปด้วยความมั่นใจ ถึงแม้ว่าจนถึงขณะนี้ สำนักงานอาหารและยาสหรัฐจะยังไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุมระดับสารต้านเชื้อแบคทีเรียในสบู่ ตลอดจนกฎเกณฑ์ด้านการตลาดและฉลากยาที่ชัดเจนก็ตาม แม้จะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ในเรื่องประโยชน์ของสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรีย แต่ทั้งแพทย์และอุตสาหกรรมสบู่ต่างเห็นตรงกันว่า ปัจจุบันชาวอเมริกันยังล้างมือไม่บ่อยพอ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ชนิดไหน โดยรายงานล่าสุดระบุว่าผู้ชายอเมริกัน 1 ใน 3 คน ไม่ได้ล้างมือหลังจากทำธุระในห้องน้ำเสร็จแล้ว ในขณะที่ผู้หญิงอเมริกันราว 1 ใน 10 คนเดินออกจากห้องน้ำโดยไม่ได้ล้างมือเสียก่อน ซึ่งนั่นล่ะครับที่แพทย์ระบุว่าเป็นความเสี่ยงต่อการเปิดรับเชื้อโรคอย่างแท้จริง โดยไม่เกี่ยวกับประเภทของสบู่เลย

6 อาหารสมอง

“สมอง” นับว่าเป็๋นอวัยวะที่สำคัญมาก เป็นอวัยวะที่บัญชาการควบคุมให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ แม้ว่าสมองจะถูกใช้งานยาวนานเพียงใด ก็ยังสามารถทำงานได้ดี หากเราดูแลและบริหารสมองให้ดีอยู่เสมอ ซึ่งอาหารหารกินก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยบำรุงสมองให้ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพอาหารบำรุงสมองที่สำคัญ1. ไทโรซีน (Thyrosine) มีมากในปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาทะเลนย้ำลึก สารไทโณซีนช่วยให้สมองตื่านตัว และมีสมาธิ2. นม และผลิตภัณฑ์จากนม ช่วยทำให้เกิดความสมดุลของสารเคมีในสมอง สร้างความกระฉับกระเฉงให้แก่สมอง3. ข้าวไม่ขัดสี ในข้าวไม่ขัดสีมีกรดอมิโนที่ไม่จำเป็นอยู่ในปริมาณมาก ซึ่งกรดอะมิโนเหล่านี้จะเป็นตัวที่ส่งสารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงสมอง4. ผักโขม ช่วยชะลอความเสื่อมของสมองส่วนกลาง เนื่องจากวัยที่สูงขึ้น สมองก็จะเสื่อมลงด้วย5. ขมิ้น สีเหลืองของขมิ้นช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ป้องกันความจำเสื่อม6. สตรอเบอร์รี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสมองมาเริ่มบำรุงสมองให้ดีอยู่กับเราตลอดไป โดยกินอาหารที่ช่วยบำรุงสมองอยู่พอเพียง และหมั่นใช้สมองอย่างต่อเนื่องพร้อมทำสมธิและพักผ่อนอย่างเพียงพอ

กินอาหารไขมันสูง อาจทำร่างกายพลังลดแถมความจำแย่ล

กินอาหารไขมันสูงอาจเสี่ยงเป็นโรคอ้วนหรือโรคหัวใจในระยะยาวได้ แต่ในระยะสั้นอาจทำให้คนเราออกกำลังกายได้น้อยลง แถมเสี่ยงความจำเสื่อมเร็วขึ้น หลังนักวิทย์อังกฤษทดลองเลี้ยงหนูด้วยอาหารไขมันสูง พบหนูวิ่งได้ระยะทางสั้นลง และหลงทางในเขาวงกตมากขึ้นดร.แอนดรูว์ เมอร์เรย์ (Dr Andrew Murray) และทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด (Oxford University) สหราชอาณาจักร ศึกษาผลของการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินไปในหนูทดลอง พบว่าทำให้หนูมีความอดทนทางร่างกายน้อยลง และความสามารถของระบบความจำแย่ลง ซึ่งไซน์เดลีระบุว่าผลงานวิจัยนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารเอฟเอเอสอีบี (FASEB)"เราพบว่าเมื่อเลี้ยงหนูด้วยอาหารที่มีไขมันสูง แทนอาหารสูตรมาตรฐานแบบเดิมที่มีไขมันต่ำ ทำให้พวกมันมีการแสดงออกทางกายภาพลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจมาก ซึ่งหลังจากผ่านไปแล้ว 9 วัน พวกมันวิ่งได้ไกลเพียง 50% ของระยะทางที่พวกมันเคยวิ่งเมื่อครั้งที่ยังถูกเลี้ยงด้วยอาหารไขมันต่ำ" ดร.เมอร์เรย์ เผยผลการวิจัยดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันเขาได้ย้ายไปเป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge)อาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน เป็นอาหารที่พบได้ทั่วไปในประเทศตะวันตก และเป็นที่ทราบกันดีว่า มันจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ในระยะยาว และจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และหัวใจล้มเหลว เป็นต้น อีกทั้งยังมีส่วนทำให้ความสามารถของสมองส่วนความจำเสื่อมลงด้วย ทว่าผลกระทบในระยะสั้นของการบริโภคอาหารไขมันสูงยังไม่ได้รับความสนใจมากเท่าใดนักนักวิจัยทำการทดลองโดยใช้หนูแรทเป็นต้นแบบ จำนวน 42 ตัว เริ่มต้นเลี้ยงหนูทุกตัวด้วยอาหารมาตรฐานที่มีไขมันต่ำและให้พลังงานเพียง 7.5% และวัดความอดทนของร่างกาย (Physical endurance) โดยวัดจากระยะทางที่พวกมันวิ่งได้บนลู่วิ่ง และตรวจสอบการทำงานของระบบความจำโดยให้หนูเดินในเขาวงกตจากนั้นแบ่งหนูเป็น 2 กลุ่ม จำนวนเท่าๆ กัน โดยกลุ่มหนึ่งเลี้ยงด้วยอาหารแบบเดิม และอีกกลุ่มหนึ่งเปลี่ยนมาเลี้ยงด้วยอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งให้พลังงาน 55% และเปรียบเทียบผลเมื่อทดลองเปลี่ยนอาหารไป 9 วันทั้งนี้ นักวิจัยระบุว่า อาหารไขมันต่ำที่ใช้เลี้ยงหนูในที่นี้ เทียบเท่ากับอาหารจำพวกธัญญาพืช ถั่ว และผลไม้ ที่คนเราบริโภคกัน ส่วนอาหารไขมันสูงที่ใช้ในการทดลอง ซึ่งดูเหมือนมีไขมันสูงมากก็จริง แต่ก็ไม่มากไปกว่าอาหารไขมันสูงที่คนเราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้ หรือจำพวกอาหารขยะทั้งหลายนั่นเองหลังจากเลี้ยงอาหารด้วยไขมันสูงไปแล้ว 4 วัน นักวิจัยทดสอบให้หนูกลุ่มดังกล่าววิ่งบนลู่วิ่งเป็นวันแรก พบว่าพวกมันสามารถวิ่งได้ระยะทางน้อยลงจากเดิม 30% และเมื่อผ่านไป 9 วัน พวกมันวิ่งได้ระยะทางน้อยลงถึง 50% เทียบกับหนูกลุ่มที่ได้กินอาหารไขมันต่ำตลอดการทดลองทั้งนี้ ความอดทนของร่างกาย ขึ้นอยู่กับว่ามีออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากเท่าใด และกล้ามเนื้อของเรามีประสิทธิภาพแค่ไหน ในการปลดปล่อยพลังงานจากการเผาผลาญอาหาร ซึ่งประสิทธิภาพการใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงจะน้อยกว่าการใช้น้ำตาลกลูโคสจากอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ทว่าระบบเผาผลาญในร่างกายสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อถูกเหนี่ยวนำด้วยอาหารที่มีรูปแบบแตกต่างไปจากเดิม ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากและยังถกเถียงกันอยู่ว่า ถ้าเลี้ยงหนูด้วยอาหารไขมันสูงเป็นช่วงเวลาสั้นๆ จะมีผลไปเพิ่มหรือลดการแสดงออกทางกายภาพได้หรือไม่นอกจากนั้น เมื่อนักวิจัยทดลองให้หนูเดินในเขาวงกต ปรากฏว่าหนูที่กินอาหารไขมันสูง จะทำผิดพลาดเร็วกว่าด้วย และอัตราการตัดสินใจไปถูกทางก็ลดต่ำลงเดิมด้วย ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการจดจำของหนูกลุ่มนี้ได้รับผลจากการกินอาหารที่มีไขมันสูงนักวิจัยยังได้ศึกษาด้วยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างในระบบการเผาผลาญอาหาร ซึ่งพบว่ามีระดับโปรตีนยูซีพี (uncoupling protein: UCP) สูงขึ้นในเซลล์กล้ามเนื้อและหัวใจของหนูกลุ่มที่เลี้ยงด้วยอาหารไขมันต่ำ ซึ่งโปรตีนชนิดนี้ เกี่ยวข้องในกระบวนการเผาผลาญอาหาร เพื่อให้ได้พลังงานสำหรับเซลล์ และไปลดประสิทธิภาพของหัวใจและกล้ามเนื้อ ซึ่งส่วนหนึ่งอธิบายได้จากระยะทางที่หนูวิ่งได้น้อยลงหลังจากถูกเลี้ยงด้วยอาหารที่มีไขมันสูงอีกทั้งยังพบว่า หนูที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารไขมันสูงนาน 9 วัน แล้วนำมาวิ่งบนลู่วิ่ง มีหัวใจโตกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบ่งบอกว่าหัวใจจะต้องขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น เพื่อปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้น และให้กล้ามเนื้อได้รับออกซิเจนมากขึ้นด้วยอย่างไรก็ตาม หลังจากที่การทดลองในหนูเสร็จสิ้นลง ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดได้ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ทำการศึกษาต่อในคนอาสาสมัครด้วยการทดลองที่คล้ายกัน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลนักวิจัยหวังว่าผลการทดลองที่ได้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริโภคอาหารของนักกีฬา รวมถึงคนทั่วไปที่ชอบบริโภคอาหารขยะที่มีไขมันสูง และอาจนำแนวทางนี้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ป่วย ที่มีความมบกพร่องของระบบเผาผลาญอาหารในร่างกายได้ด้วยเช่นกัน เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้จะมีไขมันในเลือดสูง มีความอดทนต่อการออกกำลังกายน้อย บางคนอาจมีปัญหาด้านระบบความจำร่วมด้วย และอาจนำไปสู่โรคจิตเสื่อม

เรื่องดีๆ ที่แบ่งปันให้ซึ่งกันและกัน

ประสบการณ์ชีวิตเมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตแต่ละคนจะผ่านประสบการณ์ต่างๆ มากมาย และ มันจะค่อยๆ สะสมและตกตะกอน จนสามารถสรุปออกมาได้เป็นประโยคสั้นๆ...ดังนี้ทั่วไป1. ไม่ว่าวันนี้จะเลวร้ายแค่ไหน จงยิ้มเข้าไว้...เพราะพรุ่งนี้อาจจะเลวร้ายยิ่วกว่า2. คำว่า “พรุ่งนี้” ของคนขายลอตเตอรี่ ไม่ใช่คำมั่นสัญญา แต่เป็นปรัชญาที่ต้องตีความ...เหมือนคำพูดของนักการเมือง ตอนหาเสียง3. สิ่งที่คนเมาพูด คือ สิ่งที่คนปกติคิด4. ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ แต่ไม่ว่าคุณจะแก้ดียังไง มันก็จะนำไปสู่ปัญหาใหม่ ที่ต้องให้คุณคิดหาทางแก้ไขต่อไป...เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย5. ทุกปัญหาย่อมมีวิธีแก้ที่ง่ายที่สุด...แต่วิธีที่ง่ายที่สุด จะพบหลังจากใช้วิธียากที่สุดไปแล้ว6. อะไรก็ตามที่คุณอยากจะถาม...เป็นไปได้มากว่ามันคือ สิ่งที่คุณไม่ควรจะรู้7. คนเรามักจะพูดในเรื่องที่ไม่ควรพูด ในเวลาที่ไม่เหมาะที่สุด และกับคนที่ไม่น่าจะพูดที่สุด8. สินค้าที่ประสบความสำเร็จทางการตลาดที่สุด คือ สินค้าที่คนโง่ที่สุดใช้เป็นและอยากจะใช้ แม้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็ตาม9. เมื่อคุณมาประชุมสาย ประธานจะมาตรงเวลา และเมื่อคุณมาตรงเวลา การประชุมเลื่อนไปไม่มีกำหนด10. อะไรก็ตามที่คุณคิดได้ และรู้สึกว่ามันสุดยอดจริงๆ คุณก็จะพบว่า มีคนอื่นที่ไหนสักแห่ง คิดมาแล้วเกี่ยวกับความรัก1. คนดีๆ...ล้วนมีเจ้าของไปหมดแล้ว (เหมือนที่จอดรถ)2. ส่วนคนที่ยังเหลืออยู่...มันก็ต้องมีเหตุผลหละนะ (ไม่เหมือนที่จอดรถ)3. อะไรที่คุณเอะใจว่า มันจะดีเกินจริง...เป็นไปได้มากว่า มันไม่จริง4. ความรัก ก็เหมือนการรอรถเมล์...สายที่ไม่อยากขึ้น ก็มาจัง ส่วนสายที่ต้องการจะขึ้น ก็รอไปเถอะ พอมา ก็ไม่จอด, พอจอด ก็คนแน่น ขึ้นไม่ได้, พอขึ้นได้ รถก็ไปตายกลางทางอีก5. ความรักก็เหมือนกับเหรียญ แหวน หรือชิ้นส่วนเล็กๆ เพราะเมื่อไหร่ที่มันหลุดมือตกลงพื้น มันจะต้องกลิ้งไปยังซอกที่มืดที่สุด จนเรามองไม่เห็น และเอื้อมไม่ถึง6. รถไฟอาจจะวิ่งบนราง แต่อย่าด่วนสรุปว่า มันวิ่งไปทางไหน โดยดูจากราง เพราะเมือเหลียวกับมามองอีกที รถไฟขบวนนั้นอาจจะวิ่งผ่านคุณไปแล้วก็ได้7. สวย หรือหล่อ ไม่ได้อยู่ที่คำจำกัดความ แต่อยู่ที่จินตนาการ8. ความรัก สวนทางกับกฏฟิสิกส์ นั่นคือ เมื่อเราให้ความรักกับใครมากเท่าไหร่ เราก็จะได้รับตอบแทนกลับมาเป็นสัดส่วนผกผันกลับ9. เมื่อไหร่ที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่า “เป็นเพื่อนกัน” แปลว่า ต้องการจะเลิกคบกัน10. เมื่อไหร่ที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่า “มีอะไรต้องคุยกัน” แปลว่า ไม่ต้องการคุยกันอีกแล้ว11. ความรักทำให้คนตาบอด, การแต่งงาน ช่วยให้คนตาสว่างกฏธรรมชาติ1. ผู้หญิง...คุณจะไม่เข้าใจคำพูดของเธอ เพราะเธอต้องการให้คุณคิดเอาเองว่า เธอจะบอกอะไร2. ผู้ชาย...คุณจะไม่เข้าใจคำพูดของเขา เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นการโอ้อวดสรรพคุณตัวเอง จนไม่รู้ว่าต้องการจะบอกอะไร3. ผู้ชาย หยิ่งในเรื่องโง่ๆ จนไม่อาจเข้าใจได้4. ผู้หญิง หยิ่งในเรื่องลึกซึ้ง จนสุดจะเข้าใจได้5. ผู้ชาย ความจำสั้น (มาก)6. ผู้หญิง ความจำยาย (มากจนเหลือเชื่อ)7. กีฬาโปรด ของผู้หญิงคือ ชอปปิ้ง8. กีฬาโปรดของผู้ชาย คือ การพนัน9. ผู้ชายใจแคบ และบ้าศักดิ์ศรี10. ผู้หญิง ใจอ่อน และเห่อสวยงามกฏเกี่ยวเนื่อง1. ถ้าต้องการความเห็นใจ ไปหาเพื่อนหญิง (กฏข้อง10)2. ถ้ามีปัญหา อย่าไปหาเพื่อนชาย เพราะนอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ยังต้องไปนั่งฟังปัญหาเพิ่ม (กฏข้อ 9 และข้อ 2)3. อย่าให้เพื่อนชายยืมเงิน (ตามกฏข้อ 5)4. อย่าให้เพื่อนหญิงยืมเงินเช่นกันเพราะเธอจะเอาไปให้เพื่อนชายที่คุณเพิ่งปฏิเสธไป ยืมอีกต่อหนึ่ง (ตามกฏข้อ 10)กฏความสัมพันธ์1. (สำหรับผู้ชาย) หลีกเลี่ยงเพื่อนหญิงที่มีปัญหาครอบครัว ถ้าคุณไม่อยากเป็นครอบครัวเดียวกับเธอ2. หลีกเลี่ยงเพื่อนชาย ที่มีปัญหาครอบครัว ถ้าคุณไม่อยากมีปัญหามากกว่าที่มีอยู่เดิม3. หลีกเลี่ยงเพื่อรุ่นพี่ (เพศเดียวกัน) ถ้าไม่อยากเป็นขี้ข้ารับใช้4. (สำหรับผู้ชาย) หลีกเลี่ยงเพื่อนรุ่นพี่หญิง ถ้าไม่อยากเป็นคุณหนู5. เมื่อไหร่ที่เพื่อนชาย พยายามมีเหตุผล นั่นแปลว่า “กูต้องการอะไรจากมึง”6. เมื่อไหร่ที่เพื่อนหญิง พูดหวาน นั่นแปลว่า “ชั้นต้องการอะไรจากเธอ”7. (สำหรับผู้ชาย) อย่าคบเพื่อนหญิงสวย ถ้าคุณไม่อยากช่วยหิ้วของเดินตามต้อยๆ ในห้างสรรพสินค้า8. อย่าคบเพื่อนหล่อ/สวย ถ้าคุณไม่อยากรับบทตัวประกอบพระเอก9. (สำหรับผู้ชาย) อย่าหวังชนะใจเพื่อนหญิง ด้วยการช่วยงาน หรือการบ้าน เพราะเธอจะคิดว่าคุณโง่ และเหตุผลเดียวที่คุณยังมีชีวิตอยู่ ก็เพื่อรับใช้เธอ10. อย่าหวังชนะใจเพื่อนชาย ด้วยการเลี้ยงเหล้า เลี้ยงข้าว เพราะเขาจะคิดว่า คุณโง่ แล้วยังอวดรวย***เรื่องดีๆ ที่แบ่งปันให้ซึ่งกันและกัน***