วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ลดน้ำหนัก เพิ่มความสูง

สาวๆ สมัยนี้ต้องสูงค่ะถึงจะสวย จะขาวหรือดำ ตาโตหรือตาตี่ ขอให้สูงไว้ก่อนจะสวยเอง เสื้อผ้าที่ทำออกมาขาย ส่วนมากทำไว้สำหรับคนสูง กางเกงสวยๆ ล้วนขายาวๆ ซื้อมาใส่แล้วต้องพับขาบ้าง ตัดขาบ้าง ทำอย่างไรดีล่ะค่ะ จึงจะสูงได้มากขึ้น ตามปกติร่างกายของเรา จะสูงขึ้นเร็วมากเมื่อยังเด็ก ระยะแรกเกิดถึง 2 ขวบ จะเป็นช่วงที่สูงเร็วมากค่ะ จึงมีการประมาณความสูงของเด็ก เมื่อโตเต็มที่ได้ จากความสูง เมื่ออายุ 2 ขวบครึ่งไงคะ ถ้าเราได้รับอาหารที่ดี เหมือนเมื่อยังเด็ก และไม่มีโรครุนแรง ที่ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต ความสูงเมื่อโตเต็มที่ จะเป็น 2 เท่า ของความสูงเมื่อตอนอายุ 2 ขวบครึ่งค่ะ ฉะนั้นคุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ อยากให้ลูกสูง จึงต้องดูแลลูกให้ดี ในระยะแรกเกิดค่ะ ให้ดื่มนมมากๆ และพยายามไม่ให้ติดโรค

สิ่งที่มีผลต่อขนาดของร่างกาย มีอยู่ 3 อย่างด้วยกันคือ
  • พันธุกรรม
  • อาหาร
  • โรคภัยไข้เจ็บ

    ถ้า พ่อแม่สูง ลูกมักจะสูงด้วย แต่บางที ถ้าได้พันธุ์จากปู่ ย่า ตา ยาย ที่ไม่สูง ลูกอาจไม่สูงตามได้ค่ะ อาหารจึงมีความสำคัญมากที่สุด ที่คนเราจะสูงได้เต็มที่ ตามที่พันธุกรรมกำหนด แต่ถึงได้ทานอาหารดี แล้วกลับเจ็บป่วยบ่อย ระยะป่วยที่มีการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ทำให้อาหาร ไม่ได้ทำประโยชน์ ทางด้านการเจริญเติบโต แต่กลับต้องทำหน้าที่ ต่อสูกับโรคแทน การเจริญเติบโต จึงต้องหยุดหรือช้าลง ร่างกายจะสูงได้ ไม่เต็มที่

    คนเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนอายุประมาณ 25 ปี
    ถึง แม้จะเกิน 25 แล้ว ก็ยังจะสูงได้อีกนะคะ แต่น้อยมากค่ะ ในระยะวัยรุ่น ทั้งหญิงและชาย จะสูงเร็วมาก พ่อแม่จะซื้อเสื้อผ้าเผื่อโตให้ลูก เมื่อตอนโรงเรียนเปิด ลูกใส่ชุดนักเรียน ตัวใหญ่เกินตัวมาก แต่ยังไม่ทันสิ้นปี คับ จนแทบจะใส่ไม่ได้แล้วหล่ะค่ะ

    วัยรุ่นต้องการอาหาร มากกว่าวัยอื่นใด ในชีวิต
    แต่ นั่นเป็นเพราะ วัยรุ่นมักมีกิจกรรมมาก จนไม่ค่อยได้รับอาหารเพียงพอ ทำให้อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เป็นลมง่ายค่ะ อาการเป็นลม เป็นกลไกรักษาความปลอดภัย ของมนุษย์ตามธรรมชาตินะคะ ถ้าสมองขาดอาหาร จะสั่งหยุดการทำงาน เพื่อสงวนพลังงาน ถ้ามีเพื่อนนักเรียนคนหนึ่ง เป็นลมในขณะเข้าแถว ในวันที่มีอาจารย์อบรม ยาวเกินไป แสดงว่าเพื่อนนักเรียนคนนั้น อาจเป็นโรคขาดอาหาร หรือไม่ได้ทานอาหารเช้า หรืออดอาหารเอง เพราะกลัวอ้วน นั่นอาจทำให้เขาผอมได้ ดังปรารถนานะคะ แต่จะไม่มีแรงค่ะ ไม่มีประโยชน์เลย ในด้านกิจกรรม ความสนุกสนาน ในช่วงวัยรุ่น การลดน้ำหนักที่เหมาะกับวัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว คือการออกกำลังกายค่ะ ทานเข้าไปเถอะค่ะ ให้เต็มที่ ตามที่ปากอยาก แต่เราสามารถทำให้ตัวเองไม่อ้วนได้ โดยใช้พลังงาน ให้มากขึ้นตามไงล่ะค่ะ

    ทุกคนเกิดมา โดยมีพันธุกรรมกำหนดมาแล้ว ว่าจะสูงได้มากน้อยเพียงใด
    การ รับประทานอาหาร ในแต่ละมื้อ แต่ละวันนั้น เป็นความสุขอย่างหนึ่งค่ะ ทุกคนหาความสุขนี้ ได้โดยง่าย ทานอาหารให้อร่อย ขณะเดียวกัน เลือกทาน สิ่งที่จะทำให้มีรูปร่างตามต้องการด้วย ถ้าอยากจะสูง อย่าอดอาหารค่ะ เพราะการอดอาหาร จะทำให้ร่างกาย หยุดการเจริญเติบโตนะคะ

    การทำกิจกรรมต่างๆ ต้องใช้พลังงาน
    แม้ เราจะไม่ได้ทำอะไรเลย ร่างกายก็ยังต้องการพลังงาน เพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้ค่ะ การออกกำลังมาก ต้องใช้พลังงานมาก การเดิน ใช้พลังงานมากกว่าการนั่ง การวิ่ง ใช้พลังงานมากกว่าการเดิน ร่างกายต้องใช้อาหาร ให้เกิดพลังงานก่อน ถ้ารับประทานอาหาร ไม่เพียงพอ โปรตีนในอาหาร ก็จะไม่ได้สร้าง และซ่อมแซมเนื้อเยื่อค่ะ ต่อให้ทานโปรตีน และแคลเซียมมาก ก็ไม่ได้ทำให้โตขึ้นนะคะ เพราะเมื่อร่างกาย ใช้โปรตีนสร้างพลังงานหมดแล้ว แคลเซียมที่ได้รับ จะไม่มีประโยชน์ ร่างกายจะขับทิ้งไป เมื่อความต้องการ ด้านพลังงานเพียงพอแล้ว สารอาหาร จึงจะได้ทำหน้าที่สร้าง และซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ และสร้างสารต้านทานโรคค่ะ

    วัยรุ่น ไม่ควรลดน้ำหนัก ด้วยการอดอาหาร
    บาง คน อดอาหารด้วยการทานยา ที่ทำให้เบื่ออาหาร หรือเส้นใย ที่ทำให้พอง เต็มกระเพาะอาหาร ทำให้ทานอะไรไม่ลง นั่นทำให้ลดน้ำหนักได้จริงค่ะ แต่จะอ่อนเพลีย หมดความสนใจ ในสิ่งรอบๆ ตัว และหน้าตาซีดเซียว ไม่น่าดู ควรจะควบคุมน้ำหนัก ด้วยการเลือกชนิดอาหาร และการออกกำลังกาย ดีกว่านะคะ สิ่งที่จะทำให้สูง คือ โปรตีน แคลเซียม และวิตามินต่างๆ จึงควรดื่มนมมากๆ ค่ะ แต่ถ้าไม่อยากเพิ่มน้ำหนักจากนม ก็ให้เลือกดื่มนม ขาดมันเนยนะคะ

    คนที่ดื่มนมไม่ได้
    บาง คน ดื่มนมแล้ว มีอาการท้องเดิน ให้ทานผัก ที่มีสีเขียวมากๆ นะคะ ทานปลาทอดกรอบ เพื่อที่จะได้ทานก้างด้วย ผักคะน้า ยอดแค ใบชะพลู ผักบุ้ง ผักตำลึง ล้วนมีแคลเซียมทั้งนั้นค่ะ พวกยำใส่กุ้งแห้ง เมี่ยงคำ ผักจิ้มน้ำพริก ทำให้ได้ทานผัก กุ้งแห้ง กะปิ ซึ่งมีทั้งโปรตีน แคลเซียม และวิตามินต่างๆ อาหารพวกนี้ ไม่ใส่น้ำมัน รับประทานได้มาก โดยไม่ต้องกลัวอ้วน นอกจาก จะสร้างกระดูก เพิ่มความสูงแล้ว อาหารที่มีผักมาก ยังช่วยบำรุงผิว ให้สวยอีกด้วยค่ะ

    ทานอาหารทะเล ผัก ผลไม้และนมแล้ว ยังน้ำหนักเกินมาตรฐาน
    ต้องออก กำลังกายค่ะ ทำในสิ่งที่ชอบ อย่าฝืนใจ อาจเปิดเพลงเร็วๆ เต้น หรือ กระโดด เล่นเทนนิส แบดมินตัน ว่ายน้ำ ออกกำลังกายอย่างน้อย สัปดาห์ละ 4 วัน วันละอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ถ้าอายุยังไม่ถึง 18 อ้วนไปนิดอย่าตกใจค่ะ เมื่อสูงขึ้นแล้ว จะพอดี ไม่ผอมมากเกินไป

    หมั่นชั่งน้ำหนักตัว ตรวจสอบความสูง ให้เหมาะสม กับน้ำหนัก
    น้ำหนัก ตัว โดยมาตรฐานแล้ว ควรจะใกล้เคียง กับความสูง วัดเป็นเซนติเมตร ลบด้วย 100 ถ้าสูง 150 เซนติเมตร ควรจะน้ำหนักใกล้ๆ กับ 50 กิโลกรัม ไม่ควรผอมมาก เพราะจะทำให้ไม่มีอาหารในตัวพอ ที่จะยืดให้สูงได้ อย่าให้เกินนี้ เพราะมากเกินไปแล้ว ต่อไปจะลดได้ยากนะคะ แล้วก็อย่าลืม เรื่องการออกกำลังกาย การเดินเร็วๆ เป็นการออกกำลังกาย ที่ดีที่สุด สำหรับคนไม่ชอบ หรือไม่มีเวลา เล่นกีฬา ลดน้ำหนักได้ โดยไม่ต้องเสียเงิน รับรองว่าสูงได้แน่ค่ะ
  • ไวรัสคอม ตัวใหม่ ล่าสุด โคตรโหด

    ไวรัส คอม ตัวใหม่ ล่าสุด โครตโหด! คำเตือนจากไมโครซอฟท์ (www.microsoft.com) และแม็คอาฟี (www.mcafee.com)

    เพิ่งพบไวรัสตัวใหม่ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายมากที่สุดเท่าที่มีมา แม็คอาฟีเพิ่งพบไวรัสตัวนี้ เมื่อบ่ายวานนี้ (วันที่เริ่มกระจายข่าว) และยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสนี้ได้โดยไวรัสนี้จะทำลาย เซคเตอร์ซีโร่ในฮาร์ดดิสค์ ซึ่งเป็นที่เก็บข้อมูลการทำงานที่ขาดไม่ได้

    การทำงานของมันเป็นดังนี้:
    มันจะส่งตัวเองโดยอัตโนมัติไปยังทุกรายชื่อที่คุณติดต่อ โดยใช้หัวข้อ A Virtual Card for You (คล้ายเวลาเราได้การ์ดอินเทอร์เน็ตจากเพื่อน) ทันทีที่เปิดสิ่งที่ส่งมานี้คอมพิวเตอร์จะหยุดทำงาน เพื่อผู้ใช้จะต้องบู๊เครื่องใหม่ และเมื่อกดปุ่ม Ctrl+Alt+Del หรือปุ่มรีเซ็ท ไวรัสนี้ก็จะทำลายเซ็คเตอร์ซีโร่ ซึ่งจะเป็นการทำลายฮาร์ดดิสก์อย่างถาวร

    ทั้งนี้ ตามการรายงานของ CNN (www.cnn.com) ดังนั้น อย่าเปิดจดหมายใด ๆ ที่ใช้หัวข้อว่า A Virtual Card For You ให้ลบทิ้งทันที และกรุณาส่งจดหมายนี้ต่อไปยังเพื่อน ๆ ของคุณ ส่งให้ทุกคนใน address book นอกจากนั้น อินเทลรายงานว่าเพิ่งพบไวรัสตัวใหม่ที่เป็นอันตราย ถ้าคุณได้รับจดหมายหัวข้อ An Internet Flower For You อย่าเปิด แต่ให้ลบทิ้งทันที ไวรัสนี้จะทำลายข้อมูลเชื่อมโยง dynamic link libraries (ไฟล์ .dll )ทั้งหมด และ คุณจะ boot เครื่องไม่ได้


    ไลฟสไตล์มรณะ

    มะเร็งร้ายคอยแทรกตัวเข้าไปในหลอดเลือด เพื่อเกาะไปกับกระแสเลือดให้พามันไปฝังตัวตามอวัยวะสำคัญของร่างกายทุกที่ ที่เลือดไปเลี้ยงถึงเซลล์ มะเร็งเป็นคล้ายสัตว์กินเนื้อที่ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการแตกรากออกไปดูดกินสาร อาหารจากในร่างกายจนทำให้ผ่ายผอมและกลายเป็นรังมะเร็งในที่สุด

    แต่ ถ้าท่านยังไม่อยากสร้างสิ่งมหัศจรรย์ในกายประเภทสวนลอยแห่งมะเร็งไว้แข่งกับ บาบิโลน ก็ขอให้เลี่ยงวิถีที่จะเปลี่ยนกายให้เป็นแม่เหล็กดูดมะเร็งชั้นดีขอให้ เลี่ยงพฤติกรรมที่มะเร็งโปรดทั้งหลายต่อไปนี้ครับ

    1) นอนดึก
    ทำ ให้ไม่มีฮอร์โมนต้านมะเร็งหลั่งออกมานอกจากนั้น ยังจะทำให้เกิดโรคร้ายอื่นได้ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูงและโรคอ้วนด้วยว่าเมื่อนอนดึกแล้วมักจะหิว และต้องหาของขบเคี้ยวมากินแก้ปากว่างกัน

    2) คึกสูบบุหรี่และขี้เหล้า
    ทั้ง สองสิ่งนี้ทำให้ปอดและตับทำงานหนัก แม้จะสูบซิการ์ซึ่งมีนิโคตินต่ำกว่าบุหรี่ก็ตามที หรือดื่มเหล้าแบบกลั่นอย่างดีของฝรั่ง แต่ตัวมันเองก็สร้าง"สนิมมะเร็ง" ออกมาไม่น้อย ทำให้คนที่เสพทั้งแก่เร็วและตายไวได้จากโรคมะเร็งครับ

    3) เอาแต่ไขมันเข้าปากและอยากแต่เนื้อแดง
    ไขมัน อิ่มตัวและโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็ง ที่จะใช้เจริญเติบโตได้ไม่แพ้ทารกเกิดใหม่ มันจะสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเราจนแทบไม่เหลือเลือด อันสมบูรณ์ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น ตัวเราจึงผอมเอาๆ ตรงข้ามกับมะเร็งกาฝากที่โตไว ไม่มีลิมิต ชีวิตหดหู่แน่

    4) แฝงด้วยเครียดจัด
    จนมีสารทุกข์หลั่งออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็งให้โตขึ้นเร็วราวกับน้ำมันราดบนกองไฟให้คุโชนขึ้น

    5) ไวรัสตับอักเสบบีและมีภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย
    ดัง ที่กล่าวไปว่าถ้าภูมิดีก็มีพลังต้านมะเร็งได้ตั้งแต่ในเซลล์แรกที่อุตริเกิด ขึ้นมา ด้วยตามปกติในกายเราก็มีเซลล์แบบมะเร็งนี้เกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ทุกวัน

    6) ปล่อยกายให้อ้วน
    สร้างให้เกิดธาตุแก่ออกมาแช่อิ่มอวัยวะภายในร่างกาย และไขมันตามตัวยังสร้างให้เกิดฮอร์โมนกระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวดีขึ้นด้วย

    7) ล้วนขาดวิตามิน
    ด้วยวิตามินทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งให้ดับเป็นจุณไปก่อนที่จะเผยอหน้าขึ้นมาแบ่งตัวปนเปไปในร่างกายเรา

    8) กินของร้อนจัดไป
    เช่น ซดชาร้อนหรือกาแฟร้อนจัดประเภทควันฉุย จะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบอยู่ทุกบ่อย เมื่ออักเสบเป็นอาจิณก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งง่ายขึ้น

    9) ทำให้คอเลสเตอรอลลดต่ำ
    พบว่าถ้าต่ำเกินไปก็ไม่ดีครับ มีผลกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลง เมื่อภูมิต่ำแล้วก็จะหมดปัญญาต้านเซลล์มะเร็งที่จะเข้ามาหา

    10) ทำกลั้นปัสสาวะ
    น้ำ ปัสสาวะเป็นของเสียยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้น มันก็ไม่ต่าง อะไรกับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบ ซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็นน้ำเน่าแต่ถ้าเน่าในกระเพาะฉี่เรา ก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอกขึ้นมาได้

    11) ปะทะเค็มจัด
    พบว่าสิ่ง มีชีวิตที่ทานอาหารเค็มมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่าโดยเฉพาะในอาหารจำพวก เนื้อเค็ม เนื้อแห้ง หมูแดงที่นอกจากเค็มแล้ว ยังมีสีแดงดีจากดินประสิวอีกด้วย

    12) ประวัติมะเร็งในครอบครัว
    มะเร็ง ร้ายในครอบครัวบางอย่างสามารถถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้แม้จะไม่ใช่อสังหาริม ทรัพย์ แต่ต้องรับไว้ด้วยความไม่เต็มใจ เช่นมะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าป้องกันไว้ดีๆ แล้ว บางทีก็ไม่เกิดขึ้นมาครับ

    13) ตัวตากแดดบ่อย
    แสง แดดเป็นรังสีที่กระตุ้นอณูเซลล์ของคุณให้สะดุ้งตกใจจนเครื่องในรวนหมดครับ เมื่อเครื่องในรวนแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะคุมการแบ่งตัวได้ ทำให้แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง กลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

    14) ไม่ค่อยช่วยใคร
    ถ้า พูดให้ง่ายเข้าคือ เห็นแก่ตัวและไม่ค่อยได้ทำบุญนั่นเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้หมั่นช่วยเหลือผู้อื่นจนชินแล้ว เรามักไม่ค่อยได้นึกถึงตัวเองนัก และเมื่อไม่หมกมุ่นกับตัวเองแล้ว ก็ไม่ค่อยเกิดความ"อยาก" อันนำไปสู่ความเครียดร้อนอกร้อนใจ หรือถ้าไม่มีเวลา ก็แค่อนุโมทนากับบุญที่เราได้พานพบ ก็ทำให้มี "สารสุข" หลั่งออกมาเสริมภูมิรู้สู้มะเร็งแล้วครับ


    เพิ่มความจำให้สมอง

    'สมอง' ก็เหมือนส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ที่ต้องออกกำลังบริหารอยู่เสมอ เพื่อให้คงอยู่ในสภาพดี นอกจากจะส่งผลให้สมองโลดแล่นแล้ว ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพของการจดจำด้วยสำหรับใครที่เป็นคนขี้หลงขี้ลืม อาจเป็นเพราะละเลยการบำรุงสมองไป ‘เกร็ดน่ารู้’ สัปดาห์นี้ มีวิธีเพิ่มความจำให้สมอง ด้วยหลักปฏิบัติง่าย ๆ มาฝากกัน1.อาหารเพิ่มความจำ อยู่ในอาหารกลุ่มวิตามินบี เช่น นมพร่องมันเนย กล้วย ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่าง ๆ ผัก ผลไม้ ช่วยป้องกันสมองเสื่อม ความจำเลอะเลือน- กลุ่มธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล มีผลต่อไอคิว ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้าย ซึ่งเกี่ยวกับระบบการคิด- ไข่แดง ตับ ถั่วลิสง เนยถั่ว บำรุงเซลล์สมอง- ปลาที่มีโอเมก้า 3 อาทิ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาแมคคอเรล ช่วยป้องกันความจำเสื่อม2.ออกกำลังเพิ่มความจำ การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ควรออกกำลังกายให้หลากหลายประเภท เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของสมองจากการฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ เช่น การเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก หรือว่ายน้ำ เป็นต้น3.นอนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เซลล์ประสาทจะสื่อสารกันได้มากขึ้น ส่งผลต่อการเรียนรู้และความจำ4.บริหารสมอง อาทิ การเล่นหมากรุก หมากล้อม เล่นเกมคอร์สเวิร์ด ฯลฯ ซึ่งต้องใช้ความคิด เซลล์สมองจะเจริญเติบโตมากขึ้น ความสามารถในการจำก็จะดีขึ้นด้วย หลักง่าย ๆ ทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เพียงเท่านี้...ไม่ว่าจะอายุมากแค่ไหน สมองก็ยังมีประสิทธิภาพ ความจำก็ยังดีอยู่เสมอ.

    8 อาหารธรรมชาติช่วยรักษาสุขภาพ

    1. บร็อคโคลี:เป็นผักในตระกูลกะหล่ำประโยชน์ของบร็อคโคลีมีเยอะมากเช่น- ช่วยป้องกันมะเร็ง- อุดมไปด้วยวิตามินซี สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรง- สารกลูตาทอน ลดการเสี่ยงการเกิดไขข้ออักเสบ เบาหวาน และโรคหัวใจช่วยเพิ่มภูมิคกุ้มกันของร่างกายลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยลดความดันโลหิตสูง- ป้องกันการเกิดต้อกระจกเพราะบร็อคโคลีมีเบต้าแคโรทีนสูง*ขนาดรัปประทาน: บร็อคโคลี1/2 ถ้วยต่อสัปดาห์2. กระเทียม: ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีฤทธิ์ช่วยป้องกันการแข็งตัวและการอุดตันของหลอดเลือด มีฤทธิ์ฆ่าเชี้อและมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเต้านม*ขนาดรับประทาน:การป้องกันโรคหัวใจรับประทานวันละ 1 กลีบ โดยทั่วไปให้ทานทุกวันไม่จำกัดปริมาณ3. ถั่วแดง เป็นอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูงมาก จึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันการกเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ช่วยลำรุงโลหิตป้องกันความผิดปกติของทารกในครรภ์ป้องกัน การเกิดโรคหัวใจได้*ขนาดรับประทาน:ควรรับประทาน 1 ถ้วยต่อวัน4. นมพร่องมันเนย เป็นแหล่งที่มีแคลเซี่ยมสูงที่ปปลอดไขมัน ป้องกันภาวะกระดูกพรุน ประกอบด้วยโปตัสเซี่ยม และแมกนีเซี่ยมช่วยลดความดันโลหิตสูง*ขนาดรับประทาน:คนวัยหนุ่มสาวต้องการแคลเซี่ยมวันละ 1 000 mg วัยสูงอายุต้องกสนเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 1 500 mg5. ส้ม มีวิตามินซีสูงเส้นใยอาหารสูงช่วยป้องกันไข้หวัดลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยในการสร้างกกระดูก ป้องกันการเกิดนิ่วในไตป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และยังมีสารที่ช่วยปป้องกัน มะเร็งเต้านม*ขนาดรับประทาน:ควรทานส้มวันละ 1-2 ผลเป็นประจำ6. ปลาแซลมอน มีน้ำมันปลาที่เรียกว่า Omega-3s สูงช่วยป้องกันโรคหัวใจช่วยควบคุมอาการไขข้ออักเสบช่วยลดอาการปวดรอบเดือน และยังช่วยระงับกาการซึมเศร้าได้ดวย*ขนาดรับประทาน:สัปดาห์ละ 3 ออนซ์7. เต้าหู้ ช่วยลดระดับไขมัน คอเลสเตอรอลมีสารแอสโตรเจนธรรมชาติจากพืชช่วยป้องกันกระดูกพรุน มะเร้งเต้านม ช่วยให้ไตทำงานได้ดี*ขนาดรับประทาน: 30-50 mg หรือ1/2 ถ้วย8. ซอสมะเขือเทศ ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งเต้านมได้ดี*ขนาดรับประทาน:รับประทานได้ปริมาณตามใจชอบเป็นประจำทุกวันเห็นประโยชน์ของอาหารพวกนี้แล้วใช่ไหมค่ะลองหันมารับประทานอาหารเหล่านี้ดูบ้างเพื่อสสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง

    ประโยชน์ของการหัวเราะ

    - ความดันโลหิตลดลง- ฮอร์โมนเกี่ยวกับความเครียดลดลง ขณะเดียวกันการทำงานของฮอร์โมนต่าง ๆ ก็เป็นปกติ- กระตุ้นระบบภูมิชีวิต (Immune system) ทำให้ T-celll ซึ่งเป็นทหารประจำตัว คอยกำจัดเชื้อโรคเพิ่มจำนวนขึ้น รวมถึงแอนตี้บอดี้อื่น ๆ ในร่างกายด้วย- คลายความเจ็บปวด อารมณ์ขันทำให้ผู้ป่วยลืมความเจ็บปวด และยังกระตุ้นการสร้างเอ็นดอร์ฟินในร่างกาย ซึ่งเป็นฮอร์โมนระงับปวดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว- กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ขณะที่หัวเราะ กล้ามเนื้ออื่น ๆ ที่ไม่ได้สัมพันธ์กับการหัวเราะ จะผ่อนคลาย และเมื่อหยุดหัวเราะ กล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กับการหัวเราะ ก็จะผ่อนคลาย เป็นการทำงานสองขั้นตอน- หายใจดีขึ้น การหัวเราะบ่อย ๆ ทำให้ปอดโล่ง หายใจได้ลึกขึ้นดีมาก ๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการหายใจรู้อย่างนี้แล้ว หันมาผ่อนคลายจิตใจ หัวเราะให้บ่อยขึ้น แต่อย่ามากกว่าปกติ เดี๋ยวคนรอบข้างจะหาว่า...ไม่รู้ตัว

    รักการอ่าน ปฐมบทแห่งชีวิต

    จากพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในวันที่ 25 พ.ย. 2514 ความว่า “หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้าง ทำมา คิดมา แต่โบราณกาล จนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้าย ๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้” ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงมุ่งปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน เพื่อสร้างความรู้ความทรงจำและนิสัยรักการอ่าน ให้ติดตัวกระทั่งเติบใหญ่พญ.ศิริกุล อิหรานุรักษ์ สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สมองคนเราเติบโตมากที่สุดถึงร้อยละ 87 ในช่วงอายุ 0-6 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงทองที่จะส่งเสริมพัฒนาการของเด็กมากที่สุด การอ่านหนังสือให้เด็กฟังเป็นการพัฒนาทักษะชีวิต ขณะที่ผู้ใหญ่อ่านหนังสือภาพให้ฟัง เด็กจะฟังและไล่สายตามองดูภาพ พวกเขาไม่ได้ดูอย่างคนนอก แต่ดูอย่างคนในเล่ม เด็กจะจินตนาการตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของหนังสือ เป็นโลกเดียวกันกับตัวละครที่ชื่นชอบและพร้อมจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากตัวละครในโลกหนังสือ กลับออกมาใช้ในโลกแห่งชีวิตจริง “จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็ก ๆ จะใช้คำพูดและภาษาแบบเดียวกับในหนังสือ วาดภาพเลียนแบบหนังสือและหัดเขียนตัวอักษรในแบบเดียวกันกับที่เคยเห็น อีกทั้งยังเลียนแบบตัวละครที่ประทับใจ มีความรู้สึกและอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครในหนังสือ สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่เด็กกำลังฟังหรือฟังจบแล้ว หากมีผู้ใหญ่แนะนำส่งเสริมอย่างใกล้ชิดเสมอ เท่ากับเป็นการฝึกทักษะชีวิตให้แก่เด็ก ๆ”นายเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ผู้ใช้ชีวิตกว่า 30 ปีคลุกคลีกับการทำงานด้านพัฒนาเด็กมาตลอด กล่าวว่า เหตุและผลที่มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กส่งเสริมและสนับสนุนให้พ่อแม่เล่านิทานให้ลูกฟัง เพราะในวัยแรกเกิด-2 ขวบปีแรกของลูก เป็นช่วงที่ชีวิตสร้างพื้นฐานของการสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจต่อโลกภายนอก จึงถือเป็นช่วงสำคัญแห่งชีวิต การที่พ่อแม่ได้ดูแลลูกอย่างใกล้ชิดจะทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย ด้วยอ้อมกอด การสบตา การลูบหัว การสัมผัส พูดคุยและความใกล้ชิดด้วยการเล่น การเล่านิทานร่วมกันจะทำให้ลูกรู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง เกิดความมั่นใจว่า เมื่อมีอะไรมา กระทบจะมีพ่อแม่อยู่ใกล้ ๆกรรมการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก แนะนำว่าน้ำเสียงที่ลูกได้ยิน ภาพที่เห็น จะช่วยสร้างจินตนาการได้อย่างแนบเนียน ส่งผลให้เซลล์สมองของลูกทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น ความคิดจากหนังสือหรือนิทานจะสร้างโลกแห่งการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดจินตนาการอย่างกว้างไกลไม่สิ้นสุด ช่วงเวลาแห่งการเล่านิทานเป็นช่วงเวลาหรรษาที่ลูกตั้งตารอ เพราะเป็นช่วงสำคัญที่ลูกจะได้สัมผัสความรัก ความอบอุ่นของพ่อแม่ผ่านน้ำเสียงที่คุ้นชิน เพราะไม่มีพ่อแม่สักคนที่เล่านิทานหรืออ่านหนังสือให้ลูกฟังด้วยอารมณ์ที่โกรธเกรี้ยว ดุดัน มีแต่การสื่อสารด้วยความอ่อนโยน ด้วยความรัก.คุณประโยชน์จากการอ่านมูลนิธิหนังสือ ระบุเหตุผลที่ทำให้เด็กนิยมรักการอ่านว่า เพราะหนังสือเปรียบเสมือนของเล่นและเพื่อน มีตัวละคร มีสีสันสดใส มี เรื่องราวที่สนุกสนาน เป็นเหมือนครูที่สอนให้เด็กรู้จักสิ่งใหม่ ๆ มากมาย สามารถสร้างความอบอุ่นให้กับเด็กจากน้ำเสียงอ่อนโยนของพ่อแม่ที่อ่านให้ฟัง อีกทั้งยังทำให้เด็กเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพราะได้เลียนแบบทำท่าทางการอ่านเหมือนผู้ใหญ่ เสมือนอ่านได้เก่งจริง ๆนอกจากนี้ นิทานหรือหนังสือยังมีบทบาทช่วยส่งเสริมพัฒนา การเด็กด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านความรู้และสติปัญญา มีการเรียนรู้ครบ 3 มิติ คือ รู้ลึก รู้กว้าง และรู้ไกล ทำให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์ เลือกสิ่งที่ดี ปฏิเสธสิ่งที่ไม่ดี มีเหตุมีผล มีทัศนคติในการมองโลกที่ถูกต้อง, ด้านสุขภาพ ทำให้เด็กมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี เป็นคนอารมณ์ดี เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ช่วยสร้างสมาธิให้กับเด็ก, ด้านลักษณะชีวิต สร้างความมีวินัย เสียสละ อดทน ขยันหมั่นเพียร มีคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ บ่มเพาะความเป็นคนมีวิสัยทัศน์และรักการเรียนรู้, ด้านบุคลิกภาพ ก่อให้เกิดความเชื่อมั่น มีศรัทธาต่อชีวิต มีความเป็นตัวของตัวเอง รู้รักษาตน มีความสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน มีมารยาทดี มีความเป็นผู้นำ กล้าแสดงความ คิดเห็นอีกทั้งนิทานหรือหนังสือช่วย พัฒนาศักยภาพของเด็กด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลาย ๆ ด้าน เป็นตัวกระตุ้นหาความถนัดหรือความสามารถในตนเอง ที่สำคัญ ช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษา ดังนั้นการอ่านไม่ว่าจะอ่านจากหนังสือหรือสิ่งใด ๆ ล้วนแต่มีความสำคัญในการสร้างพฤติกรรมแห่งการ เรียนรู้ตลอดชีวิต

    สารพันคุณค่าจากเนื้อปลา

    เมื่อรับประทานปลาเป็นประจำจะทำให้ห่างไกลจากโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระดูกและฟันที่เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียมโรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย พักหลังๆ นักโภชนาการจึงแนะนำให้คนรับประทานปลากันมากๆ เพราะปลาเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และกรดไขมันพิเศษที่เรียกว่า โอเมก้า-3 ค่อนข้างสูง ถ้าเป็นปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานทั้งกระดูกก็จะได้แคลเซียมปริมาณสูงแถมไปด้วยแล้วเราจะทราบอย่างไรว่าควรรับประทานปลาปริมาณเท่าไรถึงจะพอเพียงจริงๆ แล้วปริมาณอาหารที่พอเพียงเป็นทฤษฎีที่มีแต่นักโภชนาการเท่านั้นที่ทราบดี ว่าอาหารใดมีประโยชน์มากน้อยต่างกันอย่างไร การที่จะทราบปริมาณของสารอาหารได้ต้องผ่านการวิเคราะห์ทางเคมี แล้วยังต้องนำไปเทียบกับปริมาณที่รับประทานจริงในแต่ละครั้งอีกต่างหาก คนทั่วไปอย่างเราๆ ต้องอาศัยการกะปริมาณเอา อย่างง่ายๆ ในการรับประทานปลา คุณมักจะได้ยินการพูดถึงปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค อยู่เสมอๆ แล้วมันเท่าไรกันละนี่ ก็ลองกะคร่าวๆ ได้เท่าๆ กับ 1/3 ถ้วยตวง ประมาณนั้น เหตุที่ใช้เป็นถ้วยตวง คงทำให้ง่ายขึ้น เพราะเป็นเครื่องครัวพื้นฐานที่มีเกือบทุกครัวเรือน และตำรับอาหารต่างๆ ก็กำหนดกันเป็นถ้วยตวงอยู่แล้วในแต่ละวันคนเราในวัยทำงานจะต้องการโปรตีนวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น ถ้ามีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนวันละ 50 กรัม เป็นต้น ปริมาณโปรตีนในเนื้อปลาสุกมีค่าอยู่ระหว่าง 16-30 กรัมต่อ 100 กรัม (หรือ 9 -17 กรัมต่อ 1/3 ถ้วยตวง) ดังนั้นคนที่หนัก 50 กิโลกรัม แล้วต้องการโปรตีนจากปลาเพียงอย่างเดียวก็คงต้องรับประทานจำนวนเพิ่มขึ้น เกือบ 2 เท่าตัว ปกติปลามีส่วนที่รับประทานได้ประมาณร้อยละ 55-80 ในบรรดาปลาชนิดต่างๆ แนะนำว่าปลาสลิดตากแห้ง มีโปรตีนมากกว่าชนิดอื่น เมื่อเทียบกับแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ปลาดิบ ปลาต้ม และปลานึ่งทุกชนิดมีไขมันและพลังงานต่ำ ซึ่งปลาย่างและปลาทอดจะมีไขมันและพลังงานสูงกว่าอีกหน่อยเมื่อคุณคิดจะรับประทานปลาให้มากขึ้นแล้วลองมาดูกันว่ามีปลาชนิดไหนน่า เลือกรับประทานบ้าง โดยแบ่งประเภทปลาสดได้จากปริมาณไขมันในปลา คือ* ปลาที่มีไขมันต่ำมาก (น้อยกว่า หรือเท่ากับ 2 กรัมต่อ 100 กรัม) ได้แก่ ปลาไหล ปลากราย ปลานิล ประกะพงแดง และปลาเก๋า* ปลาที่มีไขมันต่ำ (มากกว่า 2-4 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาทูนึ่ง ปลากะพงขาว ปลาจะละเม็ดดำ และปลาอินทรี* ปลาที่มีไขมันปานกลาง (มากกว่า 4-5 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาสลิด ปลาตะเพียน และปลาจะละเม็ดขาว* ปลาที่มีไขมันสูง (มากกว่า 8-20 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาช่อน ปลาสวาย ปลาดุก และปลาสำลีคงจะพอเลือกกันได้แล้วว่าปลาชนิดไหนเข้าตากรรมการบ้าง ไม่ว่าคุณจะเลือกรับประทานชนิดไหน คุณก็ยังจะได้สารอาหารที่มีคุณค่าอื่นๆ อีกมากมาย เพราะนอกจากจะมีโปรตีน และไขมันต่ำแล้วยังมีกรดไขมันอิ่มตัว และโคเลสเตอรอลไม่สูงมากนัก อาหารบางชนิดอุดมด้วยสารสองชนิดนี้ จึงก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดอุดตันโดยเฉพาะหัวใจได้ แต่ในปลามีกรดไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลน้อยกว่า 25 % ของปริมาณที่สำนักงานอาหารและยาแนะนำให้บริโภคต่อวัน (น้อยกว่า 20 กรัม, Thai Recommended Daily Intake, Thai RDI) จึงน่าจะปลอดภัยใช้ได้ที่จะเลือกเป็นอาหารจานหลักประจำบ้านในขณะเดียวกันในเนื้อปลาก็ยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่สำคัญอีกหลายชนิด ด้วยกัน ทั้งโอเมก้า 3 เช่น กรดไอโคซาเพนตะอีโนอิก (EPA) และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (DHA) มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด จะพบได้มากในปลาทะเล และปลาน้ำจืดที่นิยมเลี้ยงเพื่อจำหน่าย เช่น ปลาจะละเม็ดดำ ปลาจาระเม็ดขาว ปลากะพงขาว ปลาสวาย ปลาสลิด ปลาดุก และปลาช่อน เมื่อนำมาต้มหรือนึ่งจะให้กรดไขมันโอเมก้า 3 สูง คือ รับประทาน1/3 ถ้วยตวง (หนึ่งหน่วยบริโภค) จะให้กรดไขมันโอเมก้า-3 ร้อยละ 54-120 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคในประเทศสหรัฐอเมริกา (600 มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อได้รับพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่) โดยเฉพาะปลาทอดด้วยน้ำมันพืช หรือปลาย่างจะมีกรดไขมันโอเมก้า-3 อยู่ ในระดับสูงมาก (คิดเป็นร้อยละ 67-287 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน)เมื่อรับประทานปลาเป็นประจำแล้วจะยังทำให้ห่างไกลจากโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระดูกและฟันที่เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กค่อนข้างสูงที่มีส่วนเสริมสร้างเลือด และที่สำคัญในปลากลับมีโซเดียม โปตัสเซียม และคลอไรด์ ที่มีผลก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงมีอยู่ในปลาปริมาณต่ำ ยกเว้นปลาบางชนิด เช่น ปลาสลิด ปลาทูนึ่ง หรือปลาที่ผ่านการหมักเกลือ หรือน้ำปลา เป็นต้น และถ้าเป็นปลาทะเล ก็ยังมีธาตุไอโอดีนแถมให้ไปช่วยป้องกันโรคคอพอก และบำรุงสมองในปริมาณที่พอเพียงกับความต้องการของร่างกายอีกด้วยจากเรื่องราวของสารอาหารในเนื้อปลาชนิดต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ ปลา ได้รับยกย่องว่า เป็นแหล่งรวมของสารอาหารชั้นดีอันทรงคุณค่าชนิดหนึ่งเลยทีเดียว จากนี้ไปคงถึงเวลาแล้วที่คุณจะลดเนื้อสัตว์ใหญ่ชนิดอื่นๆ ลงหันมารับประทานปลา ผักสด ผลไม่ให้มากขึ้นกันดีกว่า สิ่งที่จะได้กลับมาเห็นจะเป็น ความเสี่ยงต่อโรคภัยลดลง สุขภาพสดใสแข็งแรง กระฉับกระเฉงขึ้นแน่นอน แต่อย่าลืมนะครับว่า รับประทานปลาที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น จะปลอดภัยจากพยาธิต่างๆ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่ารับประทานอย่างชาญฉลาดเรื่อง ครรชิต จุดประสงค์สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

    สารอาหารที่หัวใจเรียกร้อง

    บล็อกโคลี่เป็นที่รู้กันว่าอุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ แคลเซี่ยม วิตามินอี วิตามินบี2 และมีวิตามินซีสูงมาก (ในปริมาณที่เท่ากันบล็อกโคลี่ มีวิตามินซีสูงกว่าส้มอีกนะ) ที่สำคัญมีธาตุเหล็กและสาร sulphoraphane ช่วยป้องกันโรคหัวใจ และปกป้องหัวใจจากความดันโลหิตสูง แถมท้ายด้วยแคโรทีนอยส์ และ indoles ช่วยลดการก่อตัวของเซลล์มะเร็งแบล็คเบอร์รี่ & แบล็คเคอร์เรนท์แบล็คเบอร์รี่ อุดมไปด้วยวิตามินอี ที่ช่วยปกป้องหลอดเลือดแดงจากสารอนุมูลอิสระ และยังมีไฟเบอร์ในรูปแบบที่ช่วยลดการสะสมของคลอเรสเตอรอลในเนื้อเยื่อ ส่วนแบล็คเคอร์เรนท์นั้น เป็นหนึ่งในอาหารที่มีวิตามินซีมากที่สุด และเจ้าวิตามินซีนี้เองที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจมะเขือเทศสีแดงนอกจากจะทานแล้วผิวสวย ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นที่ชื่อไลโคปีน ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ มีวิตามินซี วิตามินอี ฟลาโวนอยส์ และโพแทสเซี่ยมที่ช่วยปรับสมดุลกระแสเลือดฟักทองมีสารเบต้าแคโรทีนล้นเหลือ และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเมื่อเข้าสู่ร่างกาย สารเบต้าแคโรทีนช่วยปกป้องการทำลายเนื้อเยื่อจากสารอนุมูลอิสระซึ่งอาจเป็น สาเหตุหนึ่งของโรคหัวใจ มะเร็ง และการแก่ก่อนวัย!ทับทิมงานวิจัยของฝรั่งเขาว่าดื่มน้ำทับทิมวันละแก้วช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรค หัวใจ ลดความดันเลือด และเพิ่มสารต้านอนุมูลอิระในเลือดด้วยนอกจากนี้ยังมีอาหารที่ดีต่อหัวใจอีกมากมาย เช่น กระเทียม มะเขือม่วง ถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นพืชผักธรรมดาที่หาได้ทั่วไปตามซูเปอร์มาร์เก็ตและตลาดสด

    ประโยชน์ของพริกป่น

    1. ในพริกป่นมีทั้งรสและกลิ่นเผ็ดร้อนที่ช่วยให้เกิดอาการตื่นตัว ซึ่งส่วนประกอบในพริกที่ทำเรารู้สึกอย่างนั้นก็คือ capsaicin2. มีการศึกษาพบว่า capsaicin ในพริกมีความสามารถในการกำจัดเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ดีภายในร่างกาย ซึ่งอีกไม่นานจะมีการแนะนำให้ใช้ capsaicin ในการรักษามะเร็ง นับเป็นการบำบัดแบบใหม่ที่มีทิศทางที่ดีในอนาคต3. พริกป่นมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ของกล้ามเนื้อหลังได้ดี คุณสามารถบำบัดอาการปวดเมื่อย ได้ที่บ้านด้วยการใช้พริกป่นใส่ลงในอาหารที่รับประทาน4. พริกป่นช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติหลังจากมื้ออาหารที่คุณตัดลด คาร์โบไฮเดรตลงไป เพราะฉะนั้นจึงมีการศึกษาเพื่อจะใช้พริกป่นมาช่วยในการบำบัดรักษาโรคอ้วน อยู่ในขณะนี้5. ส่วนผสมอันดับหนึ่งที่ช่วยในการทำความสะอาด หรือดีท็อกซ์ร่างกายก็คือพริกป่น เพราะในพริกป่นมีสารที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการทำความสะอาดร่างกายด้วยตัวเอง ทั้งยังช่วยยับยั้งเมือกที่จับอยู่ภายในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ด้วย

    สอนอย่างไรให้รู้ค่าราคาเงิน

    ในยุคเศรษฐกิจแบบทุนนิยมซึ่งเป็นยุคที่ไม่สามารถเดินเข้าไปในสวนหลังบ้าน ปลิดมะละกอสักผล กล้วยสักเครือมารับประทานให้อิ่มท้องได้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญจึงกลายเป็นเรื่องของเงินตรา เพราะเงินตราได้กลายเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน สื่อกลางในการจับจ่ายใช้สอย ซื้อหาสินค้าต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของชีวิต ดังจะเห็นได้จากพ่อแม่ในปัจจุบันนิยมสอนให้ลูกรู้ค่าของเงินมาเป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียวอย่างไรก็ดี แนวทางในการสอนให้ลูกรู้จักค่าของเงินอาจมีมากกว่า 1 แนวทาง ซึ่งวันนี้มีโอกาสได้พบบทความดี ๆ เกี่ยวกับการสอนเด็กใช้เงิน จึงนำมาเรียบเรียงเล่าสู่กันฟังค่ะ1. เริ่มแรกเลยอาจให้ลูกของคุณได้ทำความคุ้นเคยกับเงินชนิดต่าง ๆ ก่อน เช่น เหรียญ ธนบัตร เมื่อเขาโตมากพอที่จะรู้จักตัวเลข นับหนึ่งถึงสิบกันแล้ว ก็อาจเริ่มสอนให้หัดนับมูลค่า บวก ลบ หรืออาจให้เขาได้มีโอกาสถือเงินจำนวนน้อย ๆ บ้าง2. สิ่งที่ลูกจะเรียนรู้เกี่ยวกับค่าของเงินในวัยเด็กนั้นมาจากสองทาง คือ เด็กจะมีพ่อแม่เป็นต้นแบบให้เขาได้สังเกตวิธีการใช้เงิน กับอีกทางหนึ่งคือเด็กจะเลียนแบบการพฤติกรรมการใช้เงินของพ่อแม่มาเลย ดังนั้น หากต้องการให้ลูกใช้เงินเป็น พ่อแม่ต้องใช้โอกาสที่ลูกกำลังสังเกตและซึมซับวิธีการใช้เงินของคุณสอนลูกไปในตัวว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถเก็บเงินได้ ต้องทำอย่างไรเงินก้อนนี้จึงจะงอกเงย และจะมีวิธีการใช้จ่ายเงินอย่างไรให้เหมาะสมและชาญฉลาด3. การสอนให้ลูกได้เข้าใจความแตกต่างของ "สิ่งจำเป็น, ความต้องการ, และสิ่งที่คาดหวัง" จะช่วยให้เด็ก ๆ มีการตัดสินใจก่อนการใช้จ่ายได้ดีขึ้น และรู้จักเก็บออมมากขึ้น4. ควรตั้งเป้าหมาย หรือกฎเกณฑ์ในการซื้อของให้เด็ก ๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นทำให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ เช่น การบอกกับลูกว่า วันนี้คุณซื้อตุ๊กตาให้เขาแล้ว คุณจะไม่ซื้อของเล่นชิ้นอื่น ๆ ให้เขาอีกใน 2 - 3 เดือนข้างหน้า หรือการตั้งเป้าหมายที่เกี่ยวกับคะแนนสอบของเด็ก วิธีนี้ก็มีผู้ปกครองหลายท่านนิยมใช้เช่นกัน5. สอนให้ลูกเข้าใจถึงคุณค่าการออม โดยพ่อแม่อาจตั้งคำถาม หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับเงินฝากของเด็ก ๆ เช่น ถ้าเดือนนี้มีเงินเก็บ xxx บาท พ่อกับแม่จะให้ดอกเบี้ยเพิ่มอีก xxx บาท เด็กจะเข้าใจว่า ดอกเบี้ยเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้เงินเก็บของพวกเขาเพิ่มพูนขึ้นได้6. พาลูกไปเปิดบัญชีธนาคาร และไปฝากเงินกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การออมเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรของเด็ก7. หากทราบว่าลูก ๆ มีความต้องการจะถอนเงินซื้อสิ่งที่เขาอยากได้อย่างแท้จริงจากเงินส่วนที่เป็นเงินออมของพวกเขา พ่อแม่ก็ควรอนุญาตให้เขาได้ทำตามสิ่งที่ใจปรารถนาบ้างตามโอกาสที่เหมาะสม8. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย (ถ้ายังไม่เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร) หรือหากมีบัญชีเงินฝากธนาคาร ก็ควรพาเขาไปอัปเดตบุ๊กแบงค์อย่างสม่ำเสมอ หรือมีการตรวจเช็คความเป็นไปของเรคคอร์ดต่าง ๆ9. การพาลูกไปซื้อของที่ร้านขายของชำเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เพราะร้านขายของชำจะเปรียบเสมือนห้องเรียนห้องใหญ่ให้พ่อแม่ได้ปลูกฝังแนวคิดต่าง ๆ เช่น อาจมอบหมายให้ลูกเลือกซื้อวัตถุดิบอาหารมื้อเย็นในราคาประหยัด หรือการสอนให้ลูกรู้จักเทคนิค เล่ห์เหลี่ยมของโฆษณา ตลอดจนสอนให้ลูกรู้จักพิจารณาสินค้าจากรูปลักษณ์ และฉลากก่อนเลือกซื้อได้อีกด้วย10. ควรสอนให้ลูกเข้าใจถึงอันตรายจากการเป็น "หนี้" เพราะในปัจจุบัน หากวัคซีนพื้นฐานด้านการใช้เงินไม่แข็งแรงแล้ว โอกาสเป็นหนี้มีสูงมาก การสอนให้เด็ก ๆ เข้าใจถึงหนี้อาจทำได้เช่น หากลูกต้องการใช้จ่ายเงินเก็บของเขามากเกินตัว และมาขอยืมพ่อแม่ คุณอาจต้องแข็งใจคิดดอกเบี้ยเขา เพื่อให้เขารู้ว่า ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ และเมื่อได้มาแล้วก็ต้องหาทางใช้คืนให้ได้ด้วยสุดท้าย เมื่อมีการวางแผนการใช้จ่ายเงินของครอบครัว ให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะจะทำให้เด็กได้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้รอบด้านมากขึ้น และทำให้เขานำประสบการณ์ตรงนี้ไปใช้ได้อย่างชาญฉลาดในอนาคต

    การล้างมือด้วยสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรีย ให้ผลแตกต่างจากการใช้สบู่ธรรมดาหรือไม่?

    ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์บอกว่า การล้างมือบ่อยๆ ครั้งละ 20-30วินาทีหลังจากจาม ไอหรือทำธุระในห้องน้ำ คือวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ทั้งกับตัวคุณเองและคนรอบข้าง อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่า การล้างมือด้วยสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียนั้น ให้ผลไม่แตกต่างจากการใช้สบู่ธรรมดาเพื่อฆ่าเชื้อโรคแต่อย่างใด และแพทย์บางคนยังกังวลว่าการใช้สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียอย่างแพร่หลาย อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงบางประการได้อีกด้วย รายงานสำรวจบางชิ้นระบุว่า ปัจจุบัน สบู่ที่วางขายตามร้านค้าทั่วไปนั้น 70% มีส่วนผสมของยาต้านเชื้อแบคทีเรีย เช่นสารไตรโครซาน ประกอบอยู่นะครับ อาจารย์ Allison Aiello ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาแห่ง University of Michigan School of Public Health ได้ตรวจสอบรายงานเกี่ยวกับสบู่ที่มีส่วนผสมของสารไตรโครซานมากกว่า 20 ชิ้น และจัดทำเป็นรายงานซึ่งตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Clinical Infectious Diseases ในรายงานดังกล่าว อาจารย์ Aiello ระบุว่า สารไตรโครซานสามารถเจาะทะลวงผนังเซลล์ของแบคทีเรีย และฆ่าแบคทีเรียตัวนั้นได้ อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า แม้สบู่ผสมสารไตรโครซานจะกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้จริง แต่ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคดีไปกว่าสบู่ธรรมดาแต่อย่างใด เพราะสบู่ธรรมดาก็สามารถกำจัดเชื้อโรคและเชื้อไวรัสต่างๆ รวมถึงไวรัสหวัดหมูที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ได้เช่นกันอาจารย์ Aiello บอกว่าสบู่ธรรมดา มีส่วนผสมของสารลดความตึงผิว ที่จะช่วยชะล้างเชื้อแบคทีเรียออกไปในขณะที่เราล้างมือ ผลที่ได้จึงไม่แตกต่างกับการล้างมือด้วยสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียเท่าใดนัก ถึงกระนั้นก็ดี เนื่องจากรายงานชิ้นนี้สำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง ที่สุขภาพค่อนข้างดี ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้จึงแนะนำให้มีงานวิจัยเพิ่มเติมว่า สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียจะมีประโยชน์มากกว่าสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันโรคบกพร่องหรือไม่อย่างไรก็ตาม อาจารย์จาก University of Michigan School of Public Health ผู้นี้ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงตามมาได้เช่นกัน เพราะอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียนั้นดื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อโรคได้ อาจารย์ Aiello ระบุว่าจากการทดสอบในห้องทดลอง มีหลักฐานชัดเจนว่าเชื้อแบคทีเรียที่รับสารไตรโครซานเข้าไป จะมีความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะมากขึ้น ซึ่งนักวิจัยควรพยายามศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสบู่ต่างพากันคัดค้านผลการวิจัยดังกล่าวอย่างแข็งขันคุณ Brian Sansoni จากสมาคมผู้ผลิตสบู่และผงซักฟอกกล่าวว่า สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียนั้นผ่านการพิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์จริง ทุกวันนี้ผู้คนหลายล้านคนต่างใช้สบู่ดังกล่าวอย่างปลอดภัย และได้ผล ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรใช้สินค้าชนิดนี้ต่อไปด้วยความมั่นใจ ถึงแม้ว่าจนถึงขณะนี้ สำนักงานอาหารและยาสหรัฐจะยังไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุมระดับสารต้านเชื้อแบคทีเรียในสบู่ ตลอดจนกฎเกณฑ์ด้านการตลาดและฉลากยาที่ชัดเจนก็ตาม แม้จะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ในเรื่องประโยชน์ของสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรีย แต่ทั้งแพทย์และอุตสาหกรรมสบู่ต่างเห็นตรงกันว่า ปัจจุบันชาวอเมริกันยังล้างมือไม่บ่อยพอ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ชนิดไหน โดยรายงานล่าสุดระบุว่าผู้ชายอเมริกัน 1 ใน 3 คน ไม่ได้ล้างมือหลังจากทำธุระในห้องน้ำเสร็จแล้ว ในขณะที่ผู้หญิงอเมริกันราว 1 ใน 10 คนเดินออกจากห้องน้ำโดยไม่ได้ล้างมือเสียก่อน ซึ่งนั่นล่ะครับที่แพทย์ระบุว่าเป็นความเสี่ยงต่อการเปิดรับเชื้อโรคอย่างแท้จริง โดยไม่เกี่ยวกับประเภทของสบู่เลย

    6 อาหารสมอง

    “สมอง” นับว่าเป็๋นอวัยวะที่สำคัญมาก เป็นอวัยวะที่บัญชาการควบคุมให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ แม้ว่าสมองจะถูกใช้งานยาวนานเพียงใด ก็ยังสามารถทำงานได้ดี หากเราดูแลและบริหารสมองให้ดีอยู่เสมอ ซึ่งอาหารหารกินก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยบำรุงสมองให้ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพอาหารบำรุงสมองที่สำคัญ1. ไทโรซีน (Thyrosine) มีมากในปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาทะเลนย้ำลึก สารไทโณซีนช่วยให้สมองตื่านตัว และมีสมาธิ2. นม และผลิตภัณฑ์จากนม ช่วยทำให้เกิดความสมดุลของสารเคมีในสมอง สร้างความกระฉับกระเฉงให้แก่สมอง3. ข้าวไม่ขัดสี ในข้าวไม่ขัดสีมีกรดอมิโนที่ไม่จำเป็นอยู่ในปริมาณมาก ซึ่งกรดอะมิโนเหล่านี้จะเป็นตัวที่ส่งสารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงสมอง4. ผักโขม ช่วยชะลอความเสื่อมของสมองส่วนกลาง เนื่องจากวัยที่สูงขึ้น สมองก็จะเสื่อมลงด้วย5. ขมิ้น สีเหลืองของขมิ้นช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ป้องกันความจำเสื่อม6. สตรอเบอร์รี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสมองมาเริ่มบำรุงสมองให้ดีอยู่กับเราตลอดไป โดยกินอาหารที่ช่วยบำรุงสมองอยู่พอเพียง และหมั่นใช้สมองอย่างต่อเนื่องพร้อมทำสมธิและพักผ่อนอย่างเพียงพอ

    กินอาหารไขมันสูง อาจทำร่างกายพลังลดแถมความจำแย่ล

    กินอาหารไขมันสูงอาจเสี่ยงเป็นโรคอ้วนหรือโรคหัวใจในระยะยาวได้ แต่ในระยะสั้นอาจทำให้คนเราออกกำลังกายได้น้อยลง แถมเสี่ยงความจำเสื่อมเร็วขึ้น หลังนักวิทย์อังกฤษทดลองเลี้ยงหนูด้วยอาหารไขมันสูง พบหนูวิ่งได้ระยะทางสั้นลง และหลงทางในเขาวงกตมากขึ้นดร.แอนดรูว์ เมอร์เรย์ (Dr Andrew Murray) และทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด (Oxford University) สหราชอาณาจักร ศึกษาผลของการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินไปในหนูทดลอง พบว่าทำให้หนูมีความอดทนทางร่างกายน้อยลง และความสามารถของระบบความจำแย่ลง ซึ่งไซน์เดลีระบุว่าผลงานวิจัยนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารเอฟเอเอสอีบี (FASEB)"เราพบว่าเมื่อเลี้ยงหนูด้วยอาหารที่มีไขมันสูง แทนอาหารสูตรมาตรฐานแบบเดิมที่มีไขมันต่ำ ทำให้พวกมันมีการแสดงออกทางกายภาพลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจมาก ซึ่งหลังจากผ่านไปแล้ว 9 วัน พวกมันวิ่งได้ไกลเพียง 50% ของระยะทางที่พวกมันเคยวิ่งเมื่อครั้งที่ยังถูกเลี้ยงด้วยอาหารไขมันต่ำ" ดร.เมอร์เรย์ เผยผลการวิจัยดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันเขาได้ย้ายไปเป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge)อาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน เป็นอาหารที่พบได้ทั่วไปในประเทศตะวันตก และเป็นที่ทราบกันดีว่า มันจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ในระยะยาว และจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และหัวใจล้มเหลว เป็นต้น อีกทั้งยังมีส่วนทำให้ความสามารถของสมองส่วนความจำเสื่อมลงด้วย ทว่าผลกระทบในระยะสั้นของการบริโภคอาหารไขมันสูงยังไม่ได้รับความสนใจมากเท่าใดนักนักวิจัยทำการทดลองโดยใช้หนูแรทเป็นต้นแบบ จำนวน 42 ตัว เริ่มต้นเลี้ยงหนูทุกตัวด้วยอาหารมาตรฐานที่มีไขมันต่ำและให้พลังงานเพียง 7.5% และวัดความอดทนของร่างกาย (Physical endurance) โดยวัดจากระยะทางที่พวกมันวิ่งได้บนลู่วิ่ง และตรวจสอบการทำงานของระบบความจำโดยให้หนูเดินในเขาวงกตจากนั้นแบ่งหนูเป็น 2 กลุ่ม จำนวนเท่าๆ กัน โดยกลุ่มหนึ่งเลี้ยงด้วยอาหารแบบเดิม และอีกกลุ่มหนึ่งเปลี่ยนมาเลี้ยงด้วยอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งให้พลังงาน 55% และเปรียบเทียบผลเมื่อทดลองเปลี่ยนอาหารไป 9 วันทั้งนี้ นักวิจัยระบุว่า อาหารไขมันต่ำที่ใช้เลี้ยงหนูในที่นี้ เทียบเท่ากับอาหารจำพวกธัญญาพืช ถั่ว และผลไม้ ที่คนเราบริโภคกัน ส่วนอาหารไขมันสูงที่ใช้ในการทดลอง ซึ่งดูเหมือนมีไขมันสูงมากก็จริง แต่ก็ไม่มากไปกว่าอาหารไขมันสูงที่คนเราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้ หรือจำพวกอาหารขยะทั้งหลายนั่นเองหลังจากเลี้ยงอาหารด้วยไขมันสูงไปแล้ว 4 วัน นักวิจัยทดสอบให้หนูกลุ่มดังกล่าววิ่งบนลู่วิ่งเป็นวันแรก พบว่าพวกมันสามารถวิ่งได้ระยะทางน้อยลงจากเดิม 30% และเมื่อผ่านไป 9 วัน พวกมันวิ่งได้ระยะทางน้อยลงถึง 50% เทียบกับหนูกลุ่มที่ได้กินอาหารไขมันต่ำตลอดการทดลองทั้งนี้ ความอดทนของร่างกาย ขึ้นอยู่กับว่ามีออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากเท่าใด และกล้ามเนื้อของเรามีประสิทธิภาพแค่ไหน ในการปลดปล่อยพลังงานจากการเผาผลาญอาหาร ซึ่งประสิทธิภาพการใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงจะน้อยกว่าการใช้น้ำตาลกลูโคสจากอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ทว่าระบบเผาผลาญในร่างกายสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อถูกเหนี่ยวนำด้วยอาหารที่มีรูปแบบแตกต่างไปจากเดิม ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากและยังถกเถียงกันอยู่ว่า ถ้าเลี้ยงหนูด้วยอาหารไขมันสูงเป็นช่วงเวลาสั้นๆ จะมีผลไปเพิ่มหรือลดการแสดงออกทางกายภาพได้หรือไม่นอกจากนั้น เมื่อนักวิจัยทดลองให้หนูเดินในเขาวงกต ปรากฏว่าหนูที่กินอาหารไขมันสูง จะทำผิดพลาดเร็วกว่าด้วย และอัตราการตัดสินใจไปถูกทางก็ลดต่ำลงเดิมด้วย ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการจดจำของหนูกลุ่มนี้ได้รับผลจากการกินอาหารที่มีไขมันสูงนักวิจัยยังได้ศึกษาด้วยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างในระบบการเผาผลาญอาหาร ซึ่งพบว่ามีระดับโปรตีนยูซีพี (uncoupling protein: UCP) สูงขึ้นในเซลล์กล้ามเนื้อและหัวใจของหนูกลุ่มที่เลี้ยงด้วยอาหารไขมันต่ำ ซึ่งโปรตีนชนิดนี้ เกี่ยวข้องในกระบวนการเผาผลาญอาหาร เพื่อให้ได้พลังงานสำหรับเซลล์ และไปลดประสิทธิภาพของหัวใจและกล้ามเนื้อ ซึ่งส่วนหนึ่งอธิบายได้จากระยะทางที่หนูวิ่งได้น้อยลงหลังจากถูกเลี้ยงด้วยอาหารที่มีไขมันสูงอีกทั้งยังพบว่า หนูที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารไขมันสูงนาน 9 วัน แล้วนำมาวิ่งบนลู่วิ่ง มีหัวใจโตกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบ่งบอกว่าหัวใจจะต้องขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น เพื่อปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้น และให้กล้ามเนื้อได้รับออกซิเจนมากขึ้นด้วยอย่างไรก็ตาม หลังจากที่การทดลองในหนูเสร็จสิ้นลง ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดได้ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ทำการศึกษาต่อในคนอาสาสมัครด้วยการทดลองที่คล้ายกัน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลนักวิจัยหวังว่าผลการทดลองที่ได้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริโภคอาหารของนักกีฬา รวมถึงคนทั่วไปที่ชอบบริโภคอาหารขยะที่มีไขมันสูง และอาจนำแนวทางนี้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ป่วย ที่มีความมบกพร่องของระบบเผาผลาญอาหารในร่างกายได้ด้วยเช่นกัน เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้จะมีไขมันในเลือดสูง มีความอดทนต่อการออกกำลังกายน้อย บางคนอาจมีปัญหาด้านระบบความจำร่วมด้วย และอาจนำไปสู่โรคจิตเสื่อม

    เรื่องดีๆ ที่แบ่งปันให้ซึ่งกันและกัน

    ประสบการณ์ชีวิตเมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตแต่ละคนจะผ่านประสบการณ์ต่างๆ มากมาย และ มันจะค่อยๆ สะสมและตกตะกอน จนสามารถสรุปออกมาได้เป็นประโยคสั้นๆ...ดังนี้ทั่วไป1. ไม่ว่าวันนี้จะเลวร้ายแค่ไหน จงยิ้มเข้าไว้...เพราะพรุ่งนี้อาจจะเลวร้ายยิ่วกว่า2. คำว่า “พรุ่งนี้” ของคนขายลอตเตอรี่ ไม่ใช่คำมั่นสัญญา แต่เป็นปรัชญาที่ต้องตีความ...เหมือนคำพูดของนักการเมือง ตอนหาเสียง3. สิ่งที่คนเมาพูด คือ สิ่งที่คนปกติคิด4. ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ แต่ไม่ว่าคุณจะแก้ดียังไง มันก็จะนำไปสู่ปัญหาใหม่ ที่ต้องให้คุณคิดหาทางแก้ไขต่อไป...เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย5. ทุกปัญหาย่อมมีวิธีแก้ที่ง่ายที่สุด...แต่วิธีที่ง่ายที่สุด จะพบหลังจากใช้วิธียากที่สุดไปแล้ว6. อะไรก็ตามที่คุณอยากจะถาม...เป็นไปได้มากว่ามันคือ สิ่งที่คุณไม่ควรจะรู้7. คนเรามักจะพูดในเรื่องที่ไม่ควรพูด ในเวลาที่ไม่เหมาะที่สุด และกับคนที่ไม่น่าจะพูดที่สุด8. สินค้าที่ประสบความสำเร็จทางการตลาดที่สุด คือ สินค้าที่คนโง่ที่สุดใช้เป็นและอยากจะใช้ แม้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็ตาม9. เมื่อคุณมาประชุมสาย ประธานจะมาตรงเวลา และเมื่อคุณมาตรงเวลา การประชุมเลื่อนไปไม่มีกำหนด10. อะไรก็ตามที่คุณคิดได้ และรู้สึกว่ามันสุดยอดจริงๆ คุณก็จะพบว่า มีคนอื่นที่ไหนสักแห่ง คิดมาแล้วเกี่ยวกับความรัก1. คนดีๆ...ล้วนมีเจ้าของไปหมดแล้ว (เหมือนที่จอดรถ)2. ส่วนคนที่ยังเหลืออยู่...มันก็ต้องมีเหตุผลหละนะ (ไม่เหมือนที่จอดรถ)3. อะไรที่คุณเอะใจว่า มันจะดีเกินจริง...เป็นไปได้มากว่า มันไม่จริง4. ความรัก ก็เหมือนการรอรถเมล์...สายที่ไม่อยากขึ้น ก็มาจัง ส่วนสายที่ต้องการจะขึ้น ก็รอไปเถอะ พอมา ก็ไม่จอด, พอจอด ก็คนแน่น ขึ้นไม่ได้, พอขึ้นได้ รถก็ไปตายกลางทางอีก5. ความรักก็เหมือนกับเหรียญ แหวน หรือชิ้นส่วนเล็กๆ เพราะเมื่อไหร่ที่มันหลุดมือตกลงพื้น มันจะต้องกลิ้งไปยังซอกที่มืดที่สุด จนเรามองไม่เห็น และเอื้อมไม่ถึง6. รถไฟอาจจะวิ่งบนราง แต่อย่าด่วนสรุปว่า มันวิ่งไปทางไหน โดยดูจากราง เพราะเมือเหลียวกับมามองอีกที รถไฟขบวนนั้นอาจจะวิ่งผ่านคุณไปแล้วก็ได้7. สวย หรือหล่อ ไม่ได้อยู่ที่คำจำกัดความ แต่อยู่ที่จินตนาการ8. ความรัก สวนทางกับกฏฟิสิกส์ นั่นคือ เมื่อเราให้ความรักกับใครมากเท่าไหร่ เราก็จะได้รับตอบแทนกลับมาเป็นสัดส่วนผกผันกลับ9. เมื่อไหร่ที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่า “เป็นเพื่อนกัน” แปลว่า ต้องการจะเลิกคบกัน10. เมื่อไหร่ที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่า “มีอะไรต้องคุยกัน” แปลว่า ไม่ต้องการคุยกันอีกแล้ว11. ความรักทำให้คนตาบอด, การแต่งงาน ช่วยให้คนตาสว่างกฏธรรมชาติ1. ผู้หญิง...คุณจะไม่เข้าใจคำพูดของเธอ เพราะเธอต้องการให้คุณคิดเอาเองว่า เธอจะบอกอะไร2. ผู้ชาย...คุณจะไม่เข้าใจคำพูดของเขา เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นการโอ้อวดสรรพคุณตัวเอง จนไม่รู้ว่าต้องการจะบอกอะไร3. ผู้ชาย หยิ่งในเรื่องโง่ๆ จนไม่อาจเข้าใจได้4. ผู้หญิง หยิ่งในเรื่องลึกซึ้ง จนสุดจะเข้าใจได้5. ผู้ชาย ความจำสั้น (มาก)6. ผู้หญิง ความจำยาย (มากจนเหลือเชื่อ)7. กีฬาโปรด ของผู้หญิงคือ ชอปปิ้ง8. กีฬาโปรดของผู้ชาย คือ การพนัน9. ผู้ชายใจแคบ และบ้าศักดิ์ศรี10. ผู้หญิง ใจอ่อน และเห่อสวยงามกฏเกี่ยวเนื่อง1. ถ้าต้องการความเห็นใจ ไปหาเพื่อนหญิง (กฏข้อง10)2. ถ้ามีปัญหา อย่าไปหาเพื่อนชาย เพราะนอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ยังต้องไปนั่งฟังปัญหาเพิ่ม (กฏข้อ 9 และข้อ 2)3. อย่าให้เพื่อนชายยืมเงิน (ตามกฏข้อ 5)4. อย่าให้เพื่อนหญิงยืมเงินเช่นกันเพราะเธอจะเอาไปให้เพื่อนชายที่คุณเพิ่งปฏิเสธไป ยืมอีกต่อหนึ่ง (ตามกฏข้อ 10)กฏความสัมพันธ์1. (สำหรับผู้ชาย) หลีกเลี่ยงเพื่อนหญิงที่มีปัญหาครอบครัว ถ้าคุณไม่อยากเป็นครอบครัวเดียวกับเธอ2. หลีกเลี่ยงเพื่อนชาย ที่มีปัญหาครอบครัว ถ้าคุณไม่อยากมีปัญหามากกว่าที่มีอยู่เดิม3. หลีกเลี่ยงเพื่อรุ่นพี่ (เพศเดียวกัน) ถ้าไม่อยากเป็นขี้ข้ารับใช้4. (สำหรับผู้ชาย) หลีกเลี่ยงเพื่อนรุ่นพี่หญิง ถ้าไม่อยากเป็นคุณหนู5. เมื่อไหร่ที่เพื่อนชาย พยายามมีเหตุผล นั่นแปลว่า “กูต้องการอะไรจากมึง”6. เมื่อไหร่ที่เพื่อนหญิง พูดหวาน นั่นแปลว่า “ชั้นต้องการอะไรจากเธอ”7. (สำหรับผู้ชาย) อย่าคบเพื่อนหญิงสวย ถ้าคุณไม่อยากช่วยหิ้วของเดินตามต้อยๆ ในห้างสรรพสินค้า8. อย่าคบเพื่อนหล่อ/สวย ถ้าคุณไม่อยากรับบทตัวประกอบพระเอก9. (สำหรับผู้ชาย) อย่าหวังชนะใจเพื่อนหญิง ด้วยการช่วยงาน หรือการบ้าน เพราะเธอจะคิดว่าคุณโง่ และเหตุผลเดียวที่คุณยังมีชีวิตอยู่ ก็เพื่อรับใช้เธอ10. อย่าหวังชนะใจเพื่อนชาย ด้วยการเลี้ยงเหล้า เลี้ยงข้าว เพราะเขาจะคิดว่า คุณโง่ แล้วยังอวดรวย***เรื่องดีๆ ที่แบ่งปันให้ซึ่งกันและกัน***

    วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

    สำหรับแม่น้อยกว่านี้ได้ยังไง?

    สำหรับแม่น้อยกว่านี้ได้ยังไง?

    แม่ คำนี้มีอานุภาพยิ่งใหญ่ในใจลูกทุกคน จนยากที่จะเปรียบเทียบได้
    กับทุกสรรพสิ่งในโลก ดังคำขวัญที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
    ได้พระราชทานไว้ว่า “แม่เป็นพระอรหันต์ของลูก คนที่เที่ยววิ่งหาพระเพื่อกราบไหว้พระอรหันต์
    อย่าลืมว่ามีพระอรหันต์อยู่กับตัวแล้ว ควรปฏิบัติต่อแม่อย่าให้บกพร่องได้”
    พระคุณของแม่อันประกอบไปด้วยความรักที่มีต่อลูกอย่างสุดหัวใจเช่นนี้
    คงไม่ยากจนเกินไปนัก หากเอ่ยคำว่า “รัก” ให้แม่ได้ชื่นใจบ้าง
    เพราะคุณอาจโชคดีกว่าหลาย ๆ คนที่ได้เพียงแต่รำลึกถึงพระคุณแม่
    ผ่านภาพและเงาที่ตราตรึงไว้ในความทรงจำเท่านั้นว่า “ลูกรักแม่”

    การทำงานของคอมพิวเตอร์
    การทำงานของคอมพิวเตอร์
    1.คอมพิวเตอร์เริ่มมีการประสานการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนใด
    ตอบ เปิดเครื่อง

    2.คอมพิวเตอร์แบ่งการทำงานได้เป็นกี่แบบ อะไรบ้าง
    ตอบ 4แบบ ได้แก่ รับคำสั่ง เก็บข้อมูล ประมวณผล แสดงผลลัพธ์ออมาให้เห็น

    3.หน้าที่ของการแสดงผลลัพธ์ (output device) คืออะไร และยกตัวอย่างมา 1 ตัวอย่าง
    ตอบ การแสดงผลลัพธ์ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมา เช่น แสดงบนจอภาพหรือพิมพ์สู่กระดาษ

    4.Ram คืออะไร (อธิบายมาพอสังเขป)
    ตอบ คือหน่วยความจำภายในตัวเครื่องข้อมูลจะถูกส่งผ่านมายัง Ram เสืยก่อนแล้วจึงส่งตอไปให้ CPU

    วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

    แนะนำตัว

    Name Mr. ยุทธพันธ์ ทองเฟื้อง

    Nickname Eff (เอฟ)

    อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 108 หมู่ 11 ต. บุ่งไหม

    อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี 34190

    กำลังศึกษาอยู่ ม.4 โรงเรียนอาเวมารีอา จ.อุบลราชธานี

    สำหรับการเรียนวิชา คอมพิวเตอร์ คุณครูที่สอนคุณครูวีระชน

    ไพสาทย์เป็นคุณครูที่สอนแบบทันสมัยมากและ

    เป็นคุณครูที่มีความละเอียดรอบคอบมากเป็นพิเศษ

    และคุณครูก็ยังใจดีอีกด้วยครับ!!!!!!!!